Work Life Balance

balance
[picture by LN]

Work Life Balance หรือการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน เป็นสิ่งที่ควรทบทวนอยู่เรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นคงทำให้สมดุลได้ยาก แต่ตัวผมก็ใช้ชีวิตวัยทำงานแบบไม่สนใจเรื่องนี้มากว่า 4 ปี ก็เลยไม่รู้ว่าชีวิตที่ใช้อยู่ตอนนี้ใกล้เคียงกับคำว่าสมดุลอยู่บ้างหรือเปล่า Continue reading

4 Years

This entry is part 12 of 13 in the series Life log

ปีที่แล้วบอกว่าจะลดเวร ในที่สุดก็ตัดเวรไปแล้ว 1 ที่ รายได้จากค่าเวรลดลงไปตามคาด แต่ก็ได้เงินเดือนที่ปรับเพิ่มมาประมาณ 20% มาทดแทนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไป 1 ปีที่ผมเองก็ไม่เชื่อตัวเองนั่นคือ ผมกลับรักอาชีพเภสัชกรมากขึ้นซะงั้น สาเหตุคงเป็นเพราะได้ลดงานที่บั่นทอนพลังกายลง และได้ทำงานใช้ความคิดมากขึ้น ซึ่งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มันสนุกอะ

ถ้าผมยังสนุกได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทำอาชีพนี้ไปจนตายเลยก็ได้ คอยดูกันอีกทีตอนปีหน้า ตอนผมทำงานครบ 5 ปีนะครับ อาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

Last night time pharmacist

หลังจากคืนแรกเมื่อ 4 ปีก่อน เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่ SSH นึกแล้วก็ใจหายที่นี่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ที่หลายๆ อย่างไม่อาจหาได้จากการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐ

  • คนไข้นอกคนสุดท้ายที่ได้ส่งมอบยาให้
  • ใบสั่งยาใบสุดท้ายที่ได้ตรวจสอบและเซ็นต์ชื่อ
  • น้ำเกลือขวดสุดท้ายที่ได้ผสม KCL ให้
  • ยาชุดสุดท้ายที่หยิบใส่ตะกร้ายาวอร์ด
  • ได้ล็อกอินเข้า medtrak เป็นครั้งสุดท้าย
  • คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากคนไข้
  • คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากพยาบาล
  • คำถามสุดท้ายที่ได้รับจากแพทย์
  • คนไข้แพ้ยาคนสุดท้ายที่ได้ประเมิน
  • และการทักทายกับพี่ๆ น้องๆ ในห้องยาเป็นครั้งสุดท้าย

ลาก่อนพี่น้องห้องยา SSH

trainee assignment

วันนี้รื้อสมุดโน้ตเล่มเก่าเจอ จดเก็บไว้ เดี๋ยวน้องมาฝึกงานหาไม่เจอ

SOAP case – 2 เคส ให้เลือกมานำเสนอ 1 เคสพร้อมกับ journal club

Journal club – 1 เรื่อง ให้สรุปมาคร่าวๆ 1 – 2 หน้า A4 เลือกหัวข้อที่เกี่ยวกับเคสที่นำเสนอ

ADR monitoring – 1 เคสพร้อมประเมิน

DIS – ตอบคำถามคนละ 1 คำถาม

Academic in service – ให้ความรู้บุคลากร 1 เรื่อง (ทำเป็นกลุ่ม)

แล้วไงต่อ

คำถามนี้ไม่ได้ถามใครหรอก ถามตัวผมเองนี่แหละ

จากเดิมที่คิดว่าคงได้ใช้ชีวิตชิลๆ เป็นเภสัชกรปฏิบัติการ (ก่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบแท่ง ถูกเรียกว่าเภสัชกร 3, 4 หรือ 5) ไปอีก 3 ปี แต่ชีวิตคนเรามันไม่มีความแน่นอน หลังจากพี่ๆ รุ่นแรกของหลักสูตร 6 ปีได้ส่งเรื่องไปให้กพ. ตีความเรื่องปริญญาเภสัชศาสตร์ 6 ปีว่าเทียบเท่าปริญญาโทหรือไม่ ในกรณีที่ต้องการทำเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งเป็นเภสัชกรชำนาญการ (เภสัชกร 6, 7 เดิม) ซึ่งทางกพ. ก็ตอบกลับมาว่าได้

ทีนี้หละชีวิตชิลๆ ผมหายไป 2 ปีทันตาเพราะเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งเดิมต้องครองตำแหน่งเภสัชกรปฏิบัติการให้ครบ 6 ปีลดลงเหลือ 4 ปีทันที แล้วผมกำลังจะมีอายุงานครบ 4 ปีในปี 54 ที่จะถึงนี้แล้ว

แล้วมันยังไง?

คืออย่างนี้ครับอาชีพเภสัชกรโรงพยาบาลของรัฐบาลส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 95 ถ้าไม่ลาออกซะก่อนก็จะเกษียณไปด้วยตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ ส่วนอีก 5% ที่เหลืออาจจะขึ้นไปถึงเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เภสัชกร 8 เดิม) หรือเภสัชกรเชี่ยวชาญ (เภสัชกร 9 เดิม) หรือ เภสัชกรทรงคุณวุฒิ (เภสัชกร 10 เดิม) ซึ่งคนที่ไม่ชอบงานบริหาร และไม่อยากแข่งขันกับคนอื่นแบบผม คงไปได้ไม่พ้นเภสัชกรชำนาญการนี่แหละ สรุปแล้ว career path เภสัชกรโรงพยาบาลของผมจะถึงทางตันตอนอายุ 28 หรือนี่ ทำไมมันช่างหดหูอย่างนี้ ถ้าเป็นเกมส์ก็คงเก็บเลเวลแบบเบื่อๆ เพราะ job ไม่ level up แล้ว

แต่โชคดีที่ผมเจอสิ่งที่ผมอาจจะชอบมากกว่างานเภสัชกรโรงพยาบาลไปแล้วตอน 3 year ทำให้สิ่งที่บ่นถึงไม่กระทบกับชีวิตของผมมาก เป็นเพียงแค่อาชีพหลักที่ยังคงต้องทำต่อไปอีก 5 – 10 ปีเพื่อเลี้ยงชีวิตในระหว่างที่รอให้งานในฝันพิสูจน์ตนเอง แต่่การที่จะทำงานแบบเรื่อยเปื่อยไปอีกตั้งเป็น 10 ปีก็ใช่เรื่อง คงต้องวางแผนกันหน่อย ว่าจะทำงานเภสัชกรโรงพยาบาลต่อไปอย่างมีความสุขและสนุกกับมันอย่างไร

ก่อนที่จะวางแผนก็ลองมองคนรอบๆ ตัวก่อนว่าพี่ๆ เค้าใช้ชีวิตกันอย่างไร

  • เปิดร้านยา อยู่เวรน้อยลง มีความสุขกับการอยู่้ร้านยา แต่ก็ไม่ปล่อยให้งานที่โรงพยาบาลบกพร่อง
  • ลาเรียนต่อ หรือเรียนตอนเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่โรงพยาบาลอยู่ดี
  • ไม่เปิดร้านแต่ไปอยู่เวรร้านยา หรือโรงพยาบาลเอกชน (อันนี้ผมก็ทำอยู่)
  • ทำธุรกิจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับวิชาชีพเภสัช
  • ไม่เปิดร้าน ไม่อยู่เวรที่อื่น ทำแต่งานที่โรงพยาบาล

ดูๆ แล้วอันที่น่าจะเหมาะกับผมที่สุดคงเป็นแบบสุดท้าย คือเลิกอยู่เวรที่อื่น ไม่เปิดร้าน ทำงานที่โรงพยาบาลที่เดียว แล้วงานในอนาคตละจะเป็นอย่างไร ผมก็ลองคะเนดูจากความเป็นไปได้ ได้ออกมาสามแบบคือ

  1. ถ้าได้เภสัชกรใหม่ๆ มาเพิ่มเยอะพอ อาจขยายงานคลินิกบนหอผู้ป่วยให้มากขึ้น และอาจจะรับน้องปี 6 มาฝึกงานทั้งปี เพราะถ้าให้เลือกระหว่างทำงานคลินิกที่ต้องเครียดกับการค้นข้อมูล และพูดคุยกับผู้คน กับงานตรวจสอบยา จ่ายยาที่นับวันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองใกล้เคียงเครื่องจักรไปทุกที ผมขอเลือกงานคลินิกดีกว่า
  2. ถ้ารพ. ขยายใหญ่ขึ้น มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น และแพทย์อยากรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ส่งต่อไปโรงพยาบาลศูนย์ ผมอาจจะขอเปิดหน่วยผสมยาเคมีบำบัด เพราะมันเป็นอีกงานหนึ่งที่ผมชอบมากทั้งตอนเรียน และตอนทำงาน
  3. ถ้าไม่มีปัจจัยส่งเสริมที่มากพอก็คงต้องทำงานแบบเดิมต่อไป งานคลินิกครึ่งนึง งานตรวจสอบยา จ่ายยาครึ่งนึง แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้เพื่อนร่วมงานและน้องฝึกงานให้มากที่สุด ก่อนที่ผมจะต้องหันหลังให้กับอาชีพนี้

ถึงตรงนี้ผมคงตอบคำถามตัวเองในส่วนของงานเภสัชกรโรงพยาบาลได้เกือบหมดแล้ว ที่เหลือก็ทุ่มกับให้กับงานและความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จต่อไป

สู้ต่อไปรชานนท์