tmi2010

การร่วมพัฒนา HIS แบบ Open Source

โปรแกรมระบบโรงพยาบาลมีความจำเป็นต่อการดำเนินการของโรงพยาบาลในยุคปัจจุบัน เพราะช่วยให้การจัดการข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยให้การคิดคำนวณ ค่าใช้จ่าย การทำสถิติต่างๆเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำมากขึ้น

การได้โปรแกรมระบบโรงพยาบาลมาใช้ เกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบ คือ ได้จากการพัฒนาโปรแกรมเอง หรือ การซื้อโปรแกรมมาใช้ ซึ่งโดยปกติ ระบบโรงพยาบาลมักจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 5-6 ปี ก็จะล้าสมัย ไม่ตอบสนองความต้องการใหม่ ไม่รองรับการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย ฯลฯ ทำให้โรงพยาบาลต่างๆต้องจัดหาโปรแกรมใหม่ทุกๆ 5-6 ปี ซึ่งราคาของโปรแกรมระบบโรงพยาบาลในปัจจุบัน จะอยู่ที่ 25-75 ล้านบาท จากเดิมเมื่อ 5 ปี ก่อน ราคาอยู่ในช่วง 12-30 ล้านบาท และคาดว่าอีก 5 ปี ข้างหน้า ราคาอาจขยับขึ้นไปเป็น 50-150 ล้านบาท

การขยับของราคาโปรแกรมระบบโรงพยาบาลซึ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางเลือกการพัฒนาโปรแกรมใช้เอง กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบัน ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นภาษาที่ง่ายขึ้น และแนวทางทฤษฎี Object Oriented (ซึ่งทำให้สามารถนำโปรแกรมย่อยมาต่อๆกันกลายเป็นโปรแกรมใหม่ได้โดยง่าย) รวมทั้งเครื่องมือการพัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ ทำให้การพัฒนาโปรแกรมใช้เองเป็นสิ่งที่ไม่ยากเกินไป และน่าจะใช้เงินน้อยกว่าการซื้อโปรแกรม นอกจากนั้นการพัฒนาโปรแกรมเองทำให้เกิด ความรู้ที่สามารถนำมาใช้ดูแลรักษาโปรแกรมได้อย่างต่อเนื่องระยะยาวได้ โครงการพัฒนาโปรแกรมระบบคอมพิวเตอร์โรงพยาบาลจึงน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

สรุปแล้วเป็นการร่วมมือกันพัฒนาโปรแกรมระบบโรงพยาบาล (HIS) เพื่อนำไปใช้ในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ โดย Open Source ทุกขั้นตอน ถ้าใครอยากช่วยเหลือติชม หรือแนะนำอะไรก็เข้าไปที่เว็บไซต์ของทีมพัฒนาได้ครับ (ล่าสุดยังเข้าไปในส่วนของเว็บบอร์ดไม่ได้ครับ)

Posted by elixer in cool

รหัสมาตรฐานยา: บูรณาการสารสนเทศยาเพื่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วย

รหัสมาตรฐานยา 24 หลักเป็นการกำหนดรหัสให้กับยาทุกตัวในประเทศไทยทั้งแผนปัจจุบัน และแผนโบราณ เพื่อนำข้อมูลมาใช้บูรณาการการดูแลผู้ป่วย กำหนดทิศทางการใช้ยาของประเทศ

เนื้อหาของ session นี้จะออกไปทางเทคนิคเกี่ยวกับความหมายของรหัสเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากเอกสารของคณะทำงาน แต่ส่วนที่น่าสนใจคือตัวอย่างการนำไปใช้ใน Antidote Project

Antidote Project มีที่มาจากการขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษ หรือเกิดพิษจากการได้รับยาเกินขนาด ซึ่งขาดแคลนมากเพราะมีไม่ถึง 10 คนในประเทศไทย

ทางผู้พัฒนาจึงสร้างระบบ teleconsult ขึ้นมาให้แพทย์ทั่วไปได้ศึกษากับผู้เชี่ยวชาญผ่านระบบวิดีโอ หลังจากปรึกษาแล้ว ยังสามารถค้นหาได้ว่าโรงพยาบาลใดที่อยู่ในรัศมี xx กิโลเมตร (กำหนดระยะได้) มียาต้านพิษที่ต้องใช้ โดยตัวโปแกรมเป็นการสร้างเลเยอร์มาครอบกูเกิลแมป

เมื่อคลิ๊กที่จุดในแผนที่จะมีการแสดงจำนวนยาคงคลัง พร้อมเบอร์โทรศัพท์ผู้รับผิดชอบคลังยา หลังจากส่งคำขอเบิกยาที่โปรแกรม ตัวโปรแกรมจะมีการส่ง SMS ไปยังผู้รับผิดชอบคลังยา เพื่อทำการยืนยันการเบิกยา และตัดยอดในระบบ (ระบบคงคลังจะมีการเชื่อมต่อกับองค์การเภสัชกรรม เมื่อจำนวนยาลดลงถึงจุดที่ต้องสั่งซื้อเพิ่ม ทางองค์การเภสัชกรรมจะดำเนินการส่งยามาเติมให้อัตโนมัติ)

ผู้พัฒนาคือ ภก.ไตรเทพ ฟองทอง บอกว่าระบบนี้เป็นการประยุกต์นำเครื่องมือฟรีในอินเทอร์เน็ตมาผนวกเข้ากับฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อสร้างระบบช่วยเหลือในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาโปรแกรมแนวนี้ออกมาได้อีกหลายตัว (จริงๆ มีอีกโปรแกรมที่เป็นการนำ pivot chart มาแสดงข้อมูลทางระบาดวิทยาของหน่วยบริการย่อย แต่ยังเป็นแค่ mock up เพราะพี่เขายังหาเครื่องมือฟรีที่ทำงานได้ใกล้เคียงกันมาใช้ไม่ได้)

Posted by elixer in cool

Health Information Exchange Interoperable Standard and HL7

บรรยายโดย รศ.นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ และ รศ.ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล

  • HL 7 เป็นมาตรฐานของชุดข้อมูลสารสนเทศในโรงพยาบาลที่ใช้กันในระดับนานาชาติ
  • HL7 ออกมาเพื่อช่วยเรื่อง interoperatability เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ ต้องมีการสื่อสารกับผู้อื่น
  • Stake holder ควรออกมาตกลงเรื่องนี้ว่าจะใช้มาตรฐานใด ซึ่งในไทยตอนนี้ได้มีนักวิชาการจาก Nectec เข้ามาช่วยเรื่องนี้แล้ว โดยช่วยเรื่องการวิเคราะห์โครงสร้างฐานข้อมูล และการเข้ารหัสเข้อมูล
  • มาตรฐานของไทยจะเป็นการผนวกรวมหลายมาตรฐานของนานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ได้ใช้เพียงแค่ HL7 ตัวเดียว
  • ตอนนี้กำลังมีการ implement กับสองโปรแกรมในสองจังหวัดคือ นนทบุรีกับร้อยเอ็ด โดยสร้าง data conversion tool มาช่วยแปลงข้อมูลเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ตอนนี้มีการรวมกลุ่มกันทำ OpenEHR ที่เป็นการ Open Source กระบวนการให้บริการทางการแพทย์ เพื่อสร้าง Dream Ecosystem สำหรับการให้บริการทางการแพทย์

session นี้แสดงให้เห็นว่าการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานช่วยให้งานที่ยากๆ ง่ายขึ้น และดำเนินการได้ไวขึ้น แต่เรากลับไม่ค่อยเห็นการร่วมมือกันแบบนี้ได้บ่อยนัก เพราะมักจะเกิดเหตุการณ์เกี่ยงกันทำงาน แต่แย่งกันเอาหน้า

Posted by elixer in cool

การพัฒนา IT ในโรงพยาบาล

ปัญหาในปัจจุบัน

  • การบันทึกในหลายส่วนที่ยังคงเป็นการบันทึกด้วยลายมืออยู่ ทำให้เกิดการสื่อสารผิดพลาด (Illegible hand writing)
  • มีเอกสารแบบฟอร์ม และเช็คลิสต์ให้ทำมากมาย ทำให้เจ้าหน้าที่ยุ่งอยู่กับงานเอกสาร ไม่มีเวลาไปให้บริการผู้ป่วย
  • ความผิดพลาดจากตัวบุคคลยังพบได้ในทุกจุด (Human error)
  • ข้อมูลที่มีอยู่นำมารวมกัน และนำไปใช้ต่อได้ยาก
  • ความช่วยเหลือจากฝ่าย IT โรงพยาบาลมีน้อยมากจนถึงไม่มี
  • ทุกครั้งที่มีเช็คลิสต์ใหม่เพิ่มมา จะมีพยาบาลลาออก
  • การใช้หุ่นยนต์จัดยา (Pharmacy robot) จะช่วยลดความผิดพลาดของการจัดยา และลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเภสัชกรมาเช็คยา ทำให้เภสัชกรมีเวลาไปดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยมากขึ้น ถ้ามองในระยาวค่าตัวหลักสิบล้านของ robot จะถือว่าคุ้มค่าโดยเฉพาะโรงพยาบาลที่มีจำนวนเตียงเยอะ

ประโยชน์ของการนำ IT มาใช้

  • ลดงานกระดาษ เพราะยิ่งเขียนน้อยลง ยิ่งทำให้ audit ได้ง่ายขึ้น
  • ลด trancribing error
  • ลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความผิดพลาด

จาก National Healthcare Quality report พบว่า

  • Netherland มีระบบโดยรวมดีที่สุดในโลก ในขณะที่อเมริกาอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าประเทศในยุโรป Obama จึงต้องทำ Healthcare reform
  • ระบบช่วยเหลือในการสั่งยาที่ห้ามสั่งยาที่เกิด fatal drug interaction แบบเด็ดขาดช่วยลด medical error ได้ 100%
  • บุคลากรทางการแพทย์ต้องเชื่อมโยงกระบวนการทำงานกับ IT ให้ได้ จะได้นำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานสูงสุด
  • ไม่สำคัญว่าจะใช้ HIS ตัวไหนในโรงพยาบาล ขอให้ระบบนั้นมีการฝึกอบรมที่ดีก็พอ เพราะโปรแกรมอะไรก็ต้องมีการเรียนรู้เพื่อให้ใช้งานเป็น
  • คนทางฝั่ง IT ต้องเข้าใจ Healthcare business จะได้นำ IT มาช่วยได้เต็มที่

ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยใช่ว่าระบบอิเล็กโทรนิกส์จะทำให้ข้อมูลปลอดภัยน้อยลง เพราะระบบกระดาษก็หลุดได้ง่ายๆ เหมือนกัน (ญาติถือไปถ่ายเอกสาร หรือไม่ก็ใช้กล้องมือถือถ่าย) ดังนั้นไม่ควรมัวแต่เถียงว่าระบบไหนดีกว่ากัน แต่ควรนำระบบที่พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าในปัจจุบัน มาใช้โดยวางแผนรักษาความปลอดภัยให้ครอบคลุมจะดีกว่า

Posted by elixer in cool