ว่าจะเขียนเรื่อง มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licensing) มานานแล้ว แต่ไม่มีเวลามารวบรวมข้อมูลสัีกที โชคดีวันนี้เจอบทความนำเสนอเรื่อง CL จากคนชายขอบชื่อ ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริง กรณีการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) บนยารักษาโรคเอดส์ ใครสนใจก็เข้าไปอ่านกันได้นะครับ ส่วนผมขอเพิ่มเติมจากบางประเด็นของคุณชายขอบ ตามความคิดเห็นของผมแล้วกัน

ประเด็นที่ 1, 2, 3 –> สถานการณ์โรคเอดส์ในไทยเกิดวิกฤตสุขภาพหรือเปล่า ผมก็ตอบไม่ได้ แต่ผู้ป่วยโรคเอดส์จำนวนมากในไทย ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ด้วยยาต้านเอดส์สูตรเริ่มต้น กำลังแย่เพราะเกิดการดื้อยา (เป็นเรื่องปกติของการใช้ยากลุ่มนี้) ถ้าไม่สามารถเข้าถึงยา Efavirenz และ lopinavir/ritonavir ได้ง่าย คนเหล่านี้ก็อาจจะต้องมีอายุที่สั้นลง เพราะไม่สามารถใช้ยาสูตรต่อไปได้ (นี่แค่สูตรสำหรับการดื้อยาขั้นแรกๆ ถ้าดื้อยามากๆ ต้องใช้ยาราคาแพงยิ่งกว่านี้อีก) ผมว่าแค่เหตุผลเรื่องนี้ ก็พอเพียงที่ไทยจะใช้ CL กับยาสองตัวนี้แล้ว เพราะฉะนั้นตามความเห็นผมแล้วไทยสามารถใช้ CL ได้ตามที่ WTO อนุญาตไว้ใน TRIPS ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิบัตรของบริษัทยาแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 8 –> ปกติแล้วยาเลียนแบบที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในไทย จะต้องผ่านการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence test) ก่อนจึงจะนำเข้ามาจำหน่ายได้ โดยการทดสอบชีวสมมูลก็คือ การทดสอบว่ายาที่เลียนแบบมีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์คือการดูดซึม เปลี่ยนแปลงยา กระจายยา กำจัดยาในร่างกาย เทียบเท่ากับยาต้นตำรับหรือไม่ ส่วน FDA จะทำเหมือนกัน และเพิ่มการทดสอบทางคลินิก ดูว่ายาเลียนแบบมีผลต่อผู้ป่วยเทียบเท่ายาต้นตำรับหรือไม่ (ตัวชี้วัดคือจำนวนไวรัสที่ลดลง หรือปริมาณภูมิต้านทานที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น) ซึ่งไทยเองก็มีแผนที่จะเพิ่มการทดสอบนี้ในอนาคต เพราะฉะนั้นเรื่องที่คุณภาพยาจะลดลง ไม่น่าเป็นไปได้ครับ

ประเด็นที่ 9 –> ถ้าบริษัทยาไม่ลงทุนด้านวิจัย ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่อง CL แล้วทำให้แรงจูงใจลดลงเป็นข้ออ้างครับ

นอกจากเรื่อง CL แล้วการนำเข้าคู่ขนาน (Parallel Import) ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการทำ CL ไม่ใช่แค่ประกาศเฉยๆ (เว้นแต่ว่าประกาศแล้วบริษัทยา ยอมลดราคา และตกลงกันได้) จะต้องมีการใช้สิทธิโดย ผลิตยาเอง หรือนำเข้าคู่ขนาน ซึ่งในสถานการณ์นี้จะต้องใช้ การนำเข้าคู่ขนานจากบริษัทยาในดินเดีย เพราะการผลิตเองจะต้องเสียเวลาวิจัยเพื่อทำการผลิตอีก

ส่วนเรื่องบริษัท Merck นี่ก็มีการเข้าใจผิดกันตั้งแต่รายการเรื่องเล่าเช้านี้แล้ว เพราะบริษัทที่ผลิต Efavirenz จริงๆ แล้วคือ MSD (Merck Sharp & Dohme) ไม่ใช่ Merck เพราะเดี๋ยวนี้ Merck ผลิตแต่สารเคมีอย่างเดียว ไม่ได้ผลิตยาแล้ว

แล้วก็เรื่อง Clopidogrel นี่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทั่วไป เพราะ aspirin ยังมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกัน และรักษาอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ยกเว้นผู้ป่วยที่แพ้ aspirin หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจาก aspirin อาจจำเป็นต้องใช้ clopidogrel ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้ที่ใช้ Clopidrogel ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชน กับผู้ป่วยที่ใช้สิทธิเบิกของข้าราชการมากกว่าที่จะเป็นบุคคลทั่วไป สาเหตุข้อหนึ่งอาจจะเกิดจากการที่มันมีราคาแพง แต่อีกข้อหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำการตลาดของบริษัทยา ทำให้ผู้ป่วยที่มีเงินชอบที่จะใช้ยาตัวนี้มากกว่า Aspirin ขอย้ำนะครับ ผลจากการตลาด มากกว่าประสิทธิภาพของยาครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายานี้ไม่ได้จำเป็นมากจนต้องทำ CL ครับ

อ่านคอมเม้นท์ในบล็อกของคุณชายขอบ แล้วเห็นมีคนอยากฟังความจากบริษัทยาบ้าง ผมเลยอยากบอกเล่าประสบการณ์จากการทำงานในบริษัทยา มาช่วงระยะเวลาหนึ่งดู แม้ว่าผมอาจะไม่ได้เป็นตัวแทนที่ดีของบริษัทยาก็ตาม

บริษัทยาทุกวันนี้มีส่วนของการทำงานใหญ่ๆ อยู่ 2 ฝ่ายครับคือ การตลาด กับวิจัย โดยฝ่ายวิจัยก็จะทำตั้งแต่คิดค้น สารตั้งต้นที่อาจจะเป็นยากว่าหมื่นตัว แล้วก็พัฒนาออกมาจนเหลือยาที่ใช้ได้จริงๆ แค่ไม่กี่ตัว ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องลงทุนทั้งระยะเวลา และเงินไม่ใช่น้อย ทำให้คนที่ทำงานส่วนนี้มุ่งหวังที่จะพัฒนายาที่ดีออกมา มากกว่าที่จะคิดถึงเรื่องผลกำไร เพราะเรื่องนี้เป็นของฝ่ายการตลาดครับ ฝ่ายการตลาดก็ทำงานเหมือนกับฝ่ายการตลาดทั่วไป ในทุกบริษัทคือ พยายามขายของให้ได้กำไรมากที่สุดครับ ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ยาไม่ใช่ สบู่ หรือผงซักฟอก ที่จะมาใช้โปรโมชันลด แลก แจก แถม มาทำให้มันขายได้มาก ซึ่งการกระทำของบริษัทยาบางบริษัท ก็เริ่มที่จะทำแบบนี้แล้ว (เอ๊ะหรือว่ามันมีมานานแล้ว) อืม ไม่เขียนต่อแล้ว เดี๋ยวภัยจะมาเยือน สรุปแล้วบริษัทยาเหมือนเหรียญสองด้านครับ มีดีกับดีน้อยกว่า (ผมไม่ได้มองว่าการตลาดที่เค้าทำไม่ดีนะครับ เพียงแต่มันไม่ค่อยเหมาะสมเท่านั้นเอง) ถ้าจะดูให้ดูทั้งหมด อย่าดูแค่ด้านเดียว การกระทำที่เค้าทำออกมาทั้งหมดตอนนี้ มันเป็นเรื่องของการตลาดครับ ถ้าใครอยากให้ผมขยายความเรื่องนี้ ลองคอมเม้นท์กันมาเยอะๆ นะครับ ผมอาจจะลองเสี่ยงเขียนถึงดู

update: FOOTNOTE : ยา ใน หนัง จาก Filmsick

สำหรับผู้ที่อยู่แถวจังหวัดพิษณุโลก ทางคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดโครงการเสวนาวิชาการ เรื่อง ” CL กับ PWL : ความจำเป็นและผลกระทบ ” ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 สามารถ อ่านหรือดาวน์โหลด โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ กำหนดการได้

Facebook Comments