tips

บัตรเครดิต Citibank กับค่าธรรมเนียมรายปี

วันนี้หลังจากเช็คเมลล์ดูก็พบว่ามี statement ของบัตรเครดิต Citibank ส่งมาพร้อมกับมียอดค่าธรรมเนียม 3800 บาทและ vat 266 บาท ก็เลยนึกได้ว่าใช้บัตรมาครบปี และหมดโปรโมชันฟรีค่าธรรมเนียมรายปีของปีแรกแล้ว และเหมือนจะมีบอกไว้ว่าถ้าใช้บัตรเกิน 100,000 บาทต่อปีจะไม่เสียค่าธรรมเนียมรายปี

แต่ทำไมผมต้องเสียด้วย ในเมื่อบัตรเครดิตอีก 3 ใบที่ผมถืออยู่ไม่เห็นต้องเสียเลย (สองใบฟรีตลอดชีพ อีกใบใช้เกิน 60,000 ไม่ต้องเสีย) ก็เลยลองหาข้อมูลดูก่อนก็เจอกระทู้และบล็อกประมาณนี้

สรุปแล้วโทรเพื่อขอ waive ค่าธรรมเนียมรายปีได้ แต่อาจจะโดนขอให้จ่าย vat หรือขอให้ใช้แต้มแลก ถ้าเรายืนยันหนักแน่นว่าขอไม่เสีย ก็ไม่ต้องเสียทั้งหมด แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องขอยกเลิกบัตร ธนาคารอาจจะใจอ่อน หรือไม่ใจอ่อนก็ได้อย่างที่คุณ khajochi เจอ

ว่าแล้วก็โทรเข้า call center 1588 กดเมนูเข้าไปสัก 3 ชั้นก็ได้คุยกับโอเปอเรเตอร์ ก็แจ้งไปเลยว่าขอ waive ค่าธรรมเนียมรายปี (ต้องมีการยืนยันตัวตนของเราเล็กน้อย) เค้าก็ตอบกลับมาทันทีเลยว่าได้แต่ต้องจ่ายค่า vat (นั่นไง) ผมก็ไม่ยอมขอ waive vat ด้วย เค้าก็บอกว่าเดี๋ยวส่งเรื่องให้ แล้วก็รอสายประมาณ 1 นาที แล้วก็ตอบกลับมาว่าขอ waive ได้ทั้งหมด แล้วก็แจ้งยอดค่าใช้จ่ายคงเหลือของรอบบัตรนี้มาให้เป็นอันจบ

สรุปแล้วขอ waive ค่าธรรมเนียมรายปีได้ แต่เราต้องยืนยันหนักแน่นว่าขอ waive ทั้งหมดครับ

 

Posted by elixer in cool, 16 comments

Take notes during phone calls

[ขอบคุณภาพประกอบจาก bluejeff]

เมื่อก่อนสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมจะเป็นกลัวการรับโทรศัพท์ในที่ทำงานมาก โทรศัพท์ดังทีก็จะทำเป็นไม่ว่าง หางานทำให้ตัวเองดูยุ่งๆ เข้าไว้ตลอด ซึ่งผมเองก็รู้ว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยดี แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เพราะโทรศัพท์ส่วนใหญ่ที่โทรเข้ามายังห้องยา มักจะเป็นการโทรถามคำถามเรื่องยาจากแพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ ในโรงพยาบาล ด้วยความที่เป็นเด็กใหม่ยังไม่ค่อยรู้ระเบียบการใช้ยา ยาที่มีใช้ในโรงพยาบาล และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่เคยเรียนมา ทำให้ทุกครั้งที่ผมรับโทรศัพท์ จะต้องมีการส่งต่อไปยังบุคคลอื่นที่สามารถให้คำตอบได้ ทำให้ผมรู้สึกเกรงใจ และแก้ไขโดยการไม่รับโทรศัพท์มันซะเลย
 

แต่หลังจากเริ่มทำงานได้คล่อง เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ค่อนข้างมากแล้ว ก็เริ่มรับโทรศัพท์เอง ตอบคำถามเองได้ พอทำบ่อยๆ ก็สามารถขจัดความกลัวไปได้ แต่ปัญหาที่พบต่อมาคือ คุยกับหลายคน ในช่วงเวลาไล่ๆ กัน แล้วเกิดอาการสับสน และลืม ว่าคุยอะไรกับใครไป รับเรื่องจากใครมา จนเป็นเรื่องเป็นราวให้เกือบโดน IR* ซะหลายครั้ง

หลังจากนั้น ผมจึงเริ่มฝึกนิสัยใหม่นั่นคือ จดโน้ตระหว่างคุยโทรศัพท์ทุกครั้ง ไม่ว่าเรื่องที่คุยมันจะซับซ้อนมาก หรือน้อยก็ตาม พอรับโทรศัพท์แล้วต้องคว้าโน้ตมาทันที (เป็นเหตุผลที่ผมต้องรับโทรศัพท์ด้วยมือซ้าย เพราะรับแล้วผมจะสามารถเริ่มจดโน้ตได้เลย)

สิ่งที่จดส่วนใหญ่ก็เริ่มจากชื่อคนที่คุยด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นหมอ เวลามีปัญหาอะไรได้โทรกลับถูก ต่อมาก็จะเป็นชื่อยา ชื่อคนไข้ เลขประจำตัวคนไข้ (HN) เงื่อนไขที่หมอฝากมาให้ สิ่งที่ต้องอธิบายคนไข้เพิ่มเติม สาเหตุการใช้ยา ที่เราโทรไปขอคำยืนยันการสั่งใช้ และรายละเอียดปลีกย่อยที่คิดว่าสำคัญ ก็จะจดลงไปหมด

หลังจากทำแบบนี้มาได้ระยะหนึ่ง ปัญหาไม่รู้จะโทรกลับไปคุยกับหมอคนไหน ไม่รู้ว่าคนไข้คนไหนที่หมอฝากอธิบายยาเพิ่ม ก็หายไป สรุปแล้วใช้ได้ผลดี ตอนนี้เลยพยายามจะทำให้ดีกว่าเดิม โดยเขียนเป็น mindmap เลย จะได้เชื่อมโยงความคิดได้ไวขึ้น ถ้าได้ผลอย่างไร จะมาเขียนถึงอีกทีครับ

*IR; Incident Report: การรายงานความผิดพลาดต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวคนไข้ โดยรายงานไปยังคณะกรรมการจัดการความเสี่ยง ซึ่งคณะกรรมการก็จะส่ง report มาให้เราตอบ เพื่อแก้ตัว และบอกวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

inspired by Improve Your Social Brain by Taking Notes [Lifehacker]

Posted by elixer in cool