อบรมเข้มประสบการณ์วิชาชีพกฎหมาย 3 – 7 กค. 60

กิจกรรมที่นักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ทุกคน ต้องเข้าร่วมก่อนจบคือ การอบรมเข้มประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งเป็นวิชาที่จะลงทะเบียนเรียนได้เมื่อเหลือชุดวิชาที่ต้องเรียนไม่เกิน 3 ชุดวิชา

โดยชุดวิชาประสบการณ์จะแบ่งคะแนนเป็น 2 ส่วนคือ คะแนนจากการอบรม 60% และคะแนนจากการสอบอีก 40% (เกณฑ์ในการผ่านคือได้คะแนนรวม 60% ขึ้นไป)

โดยตัวผมสอบผ่านไปแล้ว 15 ชุดวิชาเมื่อตอนต้นปี (ตามหลักสูตรต้องเรียน 18 ชุดวิชา) เลยได้ลงทะเบียนวิชานี้ในเทอม 2/2559 ได้ไปอบรมเมื่อวันที่ 3 – 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

Day 1

เริ่มจากวันแรก ออกเดินทางจากที่บ้านประมาณตี 5 กว่าๆ ไปถึงที่ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ที่ มสธ. นนทบุรี ประมาณ 8 โมงเช้า ตอนแรกไปจอดรถที่ลานจอดใหญ่ด้านหน้า แต่พอไปถึงอาคารที่จัดอบรม เจอที่จอดด้านหน้ายังพอมีเหลืออยู่ ก็เลยย้ายรถมาจอดที่ด้านหน้าตึกจะได้ไม่ต้องขนสัมภาระมาจากด้านหน้ามหาวิทยาลัย (ใครที่เอารถไปแนะนำให้ไปแต่เช้า และลองไปดูที่ด้านหน้าตึกก่อนนะครับ เพราะลานจอดรถด้านหน้าค่อนข้างไกล จะไม่สะดวกกับคนที่มีสัมภาระเยอะ)

จากนั้นเดินเข้าไปด้านใน ให้ไปลงทะเบียนและรับบัตรประจำตัวที่กลางโถง (ถ้าใครทานอาหารอิสลาม แจ้งตรงจุดนี้ได้เลย) จากนั้นติดต่อที่ฟร้อนท์เพื่อจ่ายค่าที่พักและอาหารเป็นเงิน 2500 บาท โดยเจ้าหน้าที่จะให้รอจนครบ 4 คนก่อนถึงจะให้กุญแจเพื่อเอาของไปเก็บที่ห้องพัก

จากนั้นก็พูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องอีก 3 ท่านเพื่อรอเข้าห้องประชุมตอน 10.30 น. เพื่อเปิดการอบรมโดยหัวหน้าวิทยากร จากนั้นจะมีการชี้แจงรายละเอียดและข้อควรปฏิบัติระหว่างเข้ารับการอบรม ช่วงบ่ายจะมีกิจกรรมให้ทำกัน ก่อนจะแยกย้ายไปตามกลุ่มย่อยของแต่ละสาขาวิชา โดยผมได้อยู่สาขาวิชานิติศาสตร์ กลุ่มที่ 2 มีสมาชิกทั้งหมด 27 คน

พอเข้าห้องย่อยจะได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่มคือ อาจารย์ ดร.พงษ์สิทธิ์ อรุณรัตนากุล (อ.โย) โดยอาจารย์จะให้ทำกิจกรรมเพื่อให้พวกเรารู้จักกันมากขึ้น เริ่มตั้งแต่แนะนำตัวทีละคน ให้ถามชื่อและเบอร์โทรเพื่อนให้ได้มากที่สุดภายใน 5 นาที  ให้นั่งเรียงกันตามอายุและไล่ชื่อเพื่อนตามลำดับซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผมจำชื่อเพื่อนได้เกือบครบทุกคนตั้งแต่วันแรกถึงแม้จะเคยทำแบบนี้มาแล้วตอนรับน้องเภสัชแต่จำชื่อเพื่อนได้ไม่เร็วเท่าครั้งนี้แน่

จากนั้นอาจารย์ก็จะชี้แจงกิจกรรม และข้อควรปฏิบัติ ก่อนจะปล่อยพัก แล้วกลับมาดูวิดีโออธิบายขั้นตอนการดำเนินคดีตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงศาลพิพากษา เพื่อเป็นความรู้ก่อนจะทำกิจกรรมศาลจำลองในวันที่สาม (วิดีโอตั้งแต่ปี 2528 อารมณ์เหมือนดูหนังย้อนยุค)

หมายเหตุ ทุกวันหลังทานข้าวจะต้องเข้าทำกิจกรรมในห้องประชุมใหญ่ (ห้องยักษ์) วันละสองครั้งตอน 8.00 น. และ 16.30 น. โดยกิจกรรมที่ให้ทำก็จะมีการร้องเพลงมหาวิทยาลัยฟังเรื่องเล่าจากอาจารย์และจับผู้โชคดีมาเล่นเกมส์ที่ด้านหน้าหรือเต้น

 

Day 2

วันที่สองจะเริ่มกิจกรรมในห้องย่อย โดยของสาขาวิชานิติศาสตร์จะเป็นการฝึกร่างสัญญาต่างๆ โดยเริ่มจากแบบทำคนเดียวก่อน จากนั้นจึงร่วมกันทำเป็นกลุ่ม โดยอาจารย์จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่ม ซึ่งสี่กลุ่มนี้จะมีการเปลี่ยนสมาชิกกันไปเรื่อยๆ ทำให้เราทุกคนได้สนิทกัน พอทำเสร็จอาจารย์จะให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอ และให้กลุ่มที่เหลือถามคำถามสลับกันไปจนครบ ซึ่งสนุกมากจนเลยเวลาพักไปเป็นชั่วโมง (ช่วงบ่ายจะมีการถ่ายรูปรวมกลุ่มเพื่อลงในหนังสือรุ่นด้วย)

พอช่วงค่ำจะได้รับแจกสำนวนสำหรับทำศาลจำลอง โดยกลุ่มผมต้องรับบทเป็นทนายความฝั่งจำเลย เพื่อสู้คดีกับฝั่งโจทย์คือกลุ่มที่ 1 ช่วงแรกทุกคนก็พยายามหาประเด็นในการต่อสู้ กำหนดคนที่จะรับบทบาท แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำกันก็จะงงๆ อาจารย์เลยชี้แนะให้สมมติตัวเองเป็นฝั่งโจทย์ด้วย เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้รอบด้าน ก็หาประเด็นกัน แล้วก็ซ้อมศาลจำลองกันจนเกือบเที่ยงคืน ซึ่งทุกคนก็สู้กันไม่ถอย แต่อาจารย์กลัวพวกเราจะไม่มีแรงในวันรุ่งขึ้นเลยให้เลิกเพื่อกลับไปพักผ่อนกันก่อน

 

Day 3

ศาลจำลองในส่วนของกลุ่ม 1 และ 2 ได้รับเกียรติจากท่านสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม มาเป็นผู็ให้ความรู้ในการดำเนินกิจกรรมศาลจำลอง โดยท่านพยายามเน้นย้ำถึงขั้นตอนต่างๆ ว่ามีอยู่ในตัวบทแล้วทั้งสิ้น เราจึงควรจำได้ และเข้าใจเหตุผลของมาตราแต่ละมาตรา ไม่พยายามคิดเอาเองว่าทำอะได้ ทำอะไรไม่ได้ และยังได้เล่าถึงสิ่งที่น่าสนใจที่ท่านพบจากการทำงานเป็นผู้พิพากษา ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งดีอีกเยอะเลย

หลังจบกิจกรรมศาลจำลองช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรมวิพากษ์กฎหมาย แต่อาจารย์เปลี่ยนเป็นให้ตัวแทนกลุ่มมาเล่าเรื่องตามหัวข้อที่กำหนดไว้ แล้วให้กลุ่มที่เหลือวิจารย์แบบสร้างสรรค์ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และทำให้เพื่อนที่ยังกลัวการพูดหน้าห้องได้ฝึกพูดและระบายความในใจกันด้วย

Day 4

วันนี้เป็นการเรียนเรื่องการไกล่เกลี่ยจากท่านผู้พิพากษาอาวุโส และได้แยกย้ายไปทำการไกล่เกลี่ยตามโจทย์ก่อนจะมาเล่าบรรยากาศและข้อคิดที่ได้รับให้เพื่อนๆ อีกสามกลุ่มฟังในห้องยักษ์ โดยอาจารย์ท่านจะช่วยเสริมเรื่องของทุกคนทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนได้ทำกิจกรรมนี้

ช่วงบ่ายเป็นการฟังบรรยายเรื่องคุณธรรม จริยธรรมจากจากท่านผู้พิพากษาอาวุโสอีกท่านนึง และพอฟังจบได้มีกิจกรรมรับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนจะพักทานข้าวเย็น

ช่วงค่ำเป็นกิจกรรมสังสรรค์เป็นการแสดงจากตัวแทน 6 กลุ่ม แต่ก่อนเริ่มการแสดงจะมีพิธีไหว้ครูก่อน ต้องมีตัวแทนถือพานด้วยทำให้นึกถึงสมัยเด็กเลย ระหว่างการแสดงจะมีอาหารค็อคเทลอย่าง ไก่ทอด ไส้กรอก เฟรนซ์ฟรายให้ทานด้วย มีการจับฉลากแจกรางวัลเป็นช่วงๆ ซึ่งของรางวัลก็มาจากเงินที่เก็บคนละ 200 เพื่อทำหนังสือรุ่นและจัดกิจกรรมสังสรรค์แล้วเหลือ พอการแสดงครบก็มีการเปิดฟลอร์ให้เต้นกันจนเกือบ 5 ทุ่มจึงแยกย้ายกลับห้องพัก

Day 5

หลังจากทานข้าวเสร็จจะแยกกันเข้าห้องย่อยเพื่อคิดคติพจน์มาประกวดกัน แต่ก่อนจะกลับห้องยักษ์อาจารย์จะให้แต่ละคนมาพูดความในใจ ความประทับใจในการอบรมครั้งนี้ ทำให้รู้ว่าทุกคนต่างก็มีความรู้สึกดีๆ กับการอบรม จากนั้นกลับห้องยักษ์ จะมีการประกวดคติพจน์เพื่อนำมาเป็นคติพจน์ประจำรุ่น ก่อนจะเป็นพิธีปิดซึ้งๆ และส่งนักศึกษาทุกคนกลับบ้านโดยคณาจารย์

ปล. รุ่นของผมชื่อรุ่น “งามวิจิตรเขียวทองผ่องสัมพันธ์ 60”
ประธานรุ่นคือ คุณภัทรพิมพ์ สวัสดิ์วงค์

Clinical study designs

มีการวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
เช่น การหาสาเหตุของโรคบางโรค ทำอย่างไรจึงจะได้ ความจริงจากคนในพื้นที่
ถ้าให้ตอบแบบสอบถาม questionaire ข้อมูลที่ได้ จะเป็นเชิงปริมาณ

ประเด็นที่จะสื่อใน twitter debate คือ
สถานการ์นี้ เรา (คนเดียว) เห็นว่าเชิงคุณภาพเหมาะสมกว่าเชิงปริมาณค่ะ (อย่าถามนะ ว่าดีกว่าเท่าไร :P)
แต่ถ้าปฏิเสธในข้อมูลเชิงคุณภาพเสียแล้ว ไม่มีอะไรจะต่อในประเะด็นนี้อะค่ะ

จากคอมเม้นต์นี้ที่ nice ตอบผมในบล็อกเรื่อง biological marker
ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า 1) งานวิจัยเชิงคุณภาพหมายความว่าอย่างไร มีตัวอย่างของงานวิจัยที่ที่ทำเห็นความแตกต่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ หรือไม่

เพราะรูปแบบงานวิจัย หรือการศึกษาที่ผมเรียนมา ไม่ได้แยกเป็นเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ แต่แยกเป็นเชิงสังเกตุ กับเชิงทดลองตามรูป

From misc

[บทความเต็มของเรื่องนี้อ่านได้ที่นี่ครับ]

แล้วประเด็นที่ผมต้องการสื่อคือ การวัดได้ ไม่ได้บอกว่าเชิงปริมาณ ดีกว่าเชิงคุณภาพ เพราะเชิงคุณภาพ != วัดไม่ได้ ดังนั้นการที่ผมเน้นเรื่องวัดได้ ไม่ได้หมายความว่าผมต่อต้านข้อมูลเชิงคุณภาพ

ในที่สุดแล้ว ผมจึงคิดว่า เราน่าจะคุยกันต่อเรื่องนี้ได้ครับ
แล้วก็ฝากคำถามอีกข้อครับ ถ้าการวัดได้ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ 2) การวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพ มีอะไรบ้างครับ อธิบายตัวอย่างเรื่องการหาสาเหตุของโรคที่ nice ยกมาก็ได้ครับ เพราะผมเข้าใจว่าการสาเหตุโรคเป็นการเก็บข้อมูลแบบ case series ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ สาเหตุต่างๆ ในรูปแบบของความถี่ ซึ่งมันวัดได้อยู่ดีครับ

ปล. ผมลองหาคำตอบข้อ 1 ด้วยตัวเอง เจอบทความเรื่อง Quality, Quantity, and Qualitative Social Work Research ได้ความหมายมาว่างานวิจัยเชิงคุณภาพคือการศึกษาเชิงลึก และลึกลงไปเพื่อค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายๆ อย่างความชุก หรือความถี่ ซึ่งหาได้ในงานวิจัยเชิงปริมาณ

ปล. 2 คำที่ผมคุ้นเคยมากกว่างานวิจัยเชิงคุณภาพ คือคุณภาพงานวิจัยครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยแบบไหนๆ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็ยากที่จะทำให้ผู้ใช้งานวิจัยเชื่อผลลัพธ์งานวิจัยได้ครับ

แล้วคุณภาพงานวิจัยก็วัดได้ แต่ไม่ได้วัดด้วยไม้บรรทัด แต่วัดด้วยคำถามหลักๆ กับการทำตามแนวทางการทำงานวิจัย ซึ่งมันเป็น check list สามารถสรุปออกมาเป็นปริมาณได้อยู่ดี