FAPA Congress 2016

ด้วยหน้าที่หลักที่ไม่ใช่การทำวิจัย การส่งงานวิจัยไปประกวดในงาน FAPA Congress 2016 ก็ถือว่าทำเกินเป้าหมายตัวเองไปเยอะแล้ว

FAPA หรือ The Federation of Asian Pharmaceutical Associations เป็นสมาคมของเภสัชกรในภูมิภาคเอเชีย — แปซิฟิก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยสมาคมจะจัดงานประชุมใหญ่ทุก 2 ปี เรียกว่า FAPA Congress ปีที่ผมส่งโปสเตอร์ไปประกวด เป็น FAPA Congress 2016 จัดที่ประเทศไทยนี่เอง


เป้าหมายเดิมคือแค่ส่งงานวิจัยไปประกวดในงานของสมาคมวิชาชีพระดับประเทศเท่านั้น แต่หลังจากได้ไปประกวดในงานระดับประเทศหลายๆ งาน ตั้งแต่งานประชุมวิชาการประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) งาน HA Forum ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) เรื่อยมาจนถึงงานของสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ก็เลยคิดว่าถึงเวลาขยับเป้าหมายได้แล้ว ประจวบกับ FAPA Congress ปีนั้นไทยเป็นเจ้าภาพพอดี ก็เลยลองส่งงานต่อยอดของงานเดิมส่งไป ก็ได้เข้ารอบไปแสดงผลงาน ถึงจะไม่ได้รางวัลอะไร ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว

แต่เป้าหมายด้านงานวิจัยก็ยังคงมีต่อคือ การตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ใน TCI กลุ่ม 1 เพราะงานที่ตีพิมพ์ชิ้นแรกวารสารไม่ได้อยู่ใน TCI แต่อาจจะเป็นงานวิจัยในสาขาอื่นที่ไม่ใช่เภสัชศาสตร์ก็ได้


ก็ต้องพยายามกันต่อไป

เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ

การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากงานประจำสู่งานวิจัย ครั้งที่ 3
บรรยายเรื่อง “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ” 10 ขั้นง่ายๆ วิจัยจากงานประจำ
โดย นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ
วันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ห้อง Royal Jubilee Ballroom เมืองทองธานี

Clinical study designs

มีการวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
เช่น การหาสาเหตุของโรคบางโรค ทำอย่างไรจึงจะได้ ความจริงจากคนในพื้นที่
ถ้าให้ตอบแบบสอบถาม questionaire ข้อมูลที่ได้ จะเป็นเชิงปริมาณ

ประเด็นที่จะสื่อใน twitter debate คือ
สถานการ์นี้ เรา (คนเดียว) เห็นว่าเชิงคุณภาพเหมาะสมกว่าเชิงปริมาณค่ะ (อย่าถามนะ ว่าดีกว่าเท่าไร :P)
แต่ถ้าปฏิเสธในข้อมูลเชิงคุณภาพเสียแล้ว ไม่มีอะไรจะต่อในประเะด็นนี้อะค่ะ

จากคอมเม้นต์นี้ที่ nice ตอบผมในบล็อกเรื่อง biological marker
ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า 1) งานวิจัยเชิงคุณภาพหมายความว่าอย่างไร มีตัวอย่างของงานวิจัยที่ที่ทำเห็นความแตกต่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ หรือไม่

เพราะรูปแบบงานวิจัย หรือการศึกษาที่ผมเรียนมา ไม่ได้แยกเป็นเชิงคุณภาพ กับเชิงปริมาณ แต่แยกเป็นเชิงสังเกตุ กับเชิงทดลองตามรูป

From misc

[บทความเต็มของเรื่องนี้อ่านได้ที่นี่ครับ]

แล้วประเด็นที่ผมต้องการสื่อคือ การวัดได้ ไม่ได้บอกว่าเชิงปริมาณ ดีกว่าเชิงคุณภาพ เพราะเชิงคุณภาพ != วัดไม่ได้ ดังนั้นการที่ผมเน้นเรื่องวัดได้ ไม่ได้หมายความว่าผมต่อต้านข้อมูลเชิงคุณภาพ

ในที่สุดแล้ว ผมจึงคิดว่า เราน่าจะคุยกันต่อเรื่องนี้ได้ครับ
แล้วก็ฝากคำถามอีกข้อครับ ถ้าการวัดได้ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ 2) การวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่จำเป็นต้องวิจัยเชิงคุณภาพ มีอะไรบ้างครับ อธิบายตัวอย่างเรื่องการหาสาเหตุของโรคที่ nice ยกมาก็ได้ครับ เพราะผมเข้าใจว่าการสาเหตุโรคเป็นการเก็บข้อมูลแบบ case series ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ สาเหตุต่างๆ ในรูปแบบของความถี่ ซึ่งมันวัดได้อยู่ดีครับ

ปล. ผมลองหาคำตอบข้อ 1 ด้วยตัวเอง เจอบทความเรื่อง Quality, Quantity, and Qualitative Social Work Research ได้ความหมายมาว่างานวิจัยเชิงคุณภาพคือการศึกษาเชิงลึก และลึกลงไปเพื่อค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายๆ อย่างความชุก หรือความถี่ ซึ่งหาได้ในงานวิจัยเชิงปริมาณ

ปล. 2 คำที่ผมคุ้นเคยมากกว่างานวิจัยเชิงคุณภาพ คือคุณภาพงานวิจัยครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยแบบไหนๆ ถ้าไม่มีคุณภาพ ก็ยากที่จะทำให้ผู้ใช้งานวิจัยเชื่อผลลัพธ์งานวิจัยได้ครับ

แล้วคุณภาพงานวิจัยก็วัดได้ แต่ไม่ได้วัดด้วยไม้บรรทัด แต่วัดด้วยคำถามหลักๆ กับการทำตามแนวทางการทำงานวิจัย ซึ่งมันเป็น check list สามารถสรุปออกมาเป็นปริมาณได้อยู่ดี