Altered Carbon

Altered Carbon เป็นเรื่องที่ผมเองมองข้ามไปตอนออกฉายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพราะคิดว่าเป็นหนังแอคชันธรรมดา แต่พอได้มาดูแล้วพบว่ามันมีประเด็นน่าสนใจเยอะเลย แม้เนื้อเรื่องจะเป็นแค่หนังไขปริศนาหาฆาตกร มีความซับซ้อนไม่มากก็ตาม

เริ่มจากเรื่อง Stack ที่เป็นเหมือน memory card เก็บความทรงจำที่สามารถย้ายไปสู่ร่างอื่นหรือที่ในเรื่องเรียกว่า sleeve ทำให้ชีวิตมนุษย์ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่าอมตะมาก แม้จะจำกัดเฉพาะคนรวย เพราะการ clone ร่างตัวเองนั้นใช้เงินมาก แถมรวยแค่ไหนก็ใช่ว่าจะไปยึด sleeve คนอื่นมาได้ง่ายๆ (แต่ในเรื่องยังมี sleeve สังเคราะห์คล้ายๆ ตุ๊กตายางเหมือนจริง แต่คนรวยไม่นิยม เพราะจะมีปัญหาในการสร้างความคุ้นเคยกับ sleeve)

นอกจากนี้ทำให้เกิดการก้าวกระโดดของมนุษย์ได้เลย ทั้งทำให้เดินทางไปที่ไกลๆ ในชั่วพริบตาด้วยการส่งจิตใน stack ไปยังอีก sleeve นึง ไหนจะทำให้คนเก่งมีเวลาพัฒนาตัวเองต่อเนื่องได้หลายร้อยปี ลองคิดดูว่าถ้าไอน์สไตน์มีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้จะเจ๋งขนาดไหน

แต่ทุกสิ่งย่อมมากับด้านมืด เทคโนโลยีนี้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าตายซ้ำๆ ได้ แถมสามารถทรมานเฉพาะจิตใจเราโดยไม่ให้ร่างกายเสียหายได้ด้วย ทำให้ในเรื่องมีการนำเรื่องศาสนาเข้ามาจัดการกับ stack สำหรับคนที่ไม่ชอบเทคโนโลยีนี้

เรื่องต่อไปคือ Martha Higareda หรือผู้หมวด Kristin Ortega ที่ครบรสมาก ขนาดอายุ 34 แล้วยังสวยขนาดนี้ ยิ่งดูยิ่งรักเธอ ส่วน เอดการ์ แอลลัน โพ ที่ AI โรงแรมที่พระเอกพักอยู่เอาร่างมาใช้แทนตัวเอง ก็มีความคูลสุดๆ เป็นตัวละครที่ออกมาแต่ละครั้งต้องคอยลุ้นว่าคราวนี้จะทำอะไรเจ๋งๆ อีก ส่วนคนอื่นรวมถึงพระเอกนี่เฉยๆ แต่ก็ต้องพูดถึงเค้าหน่อย นั่นคือ Laurens Bancroft มหาเศรษฐีผู้นำพระเอกออกมาจากคุกเพื่อมาไขปริศนาการตายของตัวเอง เป็นตัวแทนของคนรวยที่มีทุกอย่างแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นคนไม่ดี แม้อำนาจเงินจะทำให้ตัวเองพ้นผิดได้

สรุปแล้วเรื่องนี้โดยรวมถือว่าสนุกมาก ซึ่งจริงๆ ดูแค่ผู้หมวดคนเดียวก็คุ้มแล้ว แนะนำสำหรับคนที่ชอบแนวไซไฟแอคชัน

La casa de papel

หลังจากดูจบทั้ง 2 ซีซันแล้ว ยิ่งรู้สึกชอบมาก ครั้งที่แล้วเขียนไปแค่คร่าวๆ ครั้งนี้จะเขียนความรู้สึกถึงตัวละครแต่ละตัวด้วย


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัวละครเกือบทุกตัวมีบทบาทสำคัญหมด เริ่มจากศาสตราจารย์ที่เป็นคนฉลาดและรอบคอบแบบเหลือเชื่อ วางแผนแบบซับซ้อน สำเร็จเกือบตลอด แต่ด้วยการละเมิดมีความสัมพันธ ์กฏเหล็กของการปล้นทำให้เสียท่าไปหลายครั้งเหมือนกัน

แต่ความฉลาดนี่แหละ ที่มันทำให้ดูไม่สมจริง เพราะไม่ได้มีการปูพื้นมากพอ โผล่มาก็เก่งเลย ในขณะที่คนอื่นยังมีภูมิหลังที่พอทำให้เชื่อได้บ้าง

ต่อมาคือ โตเกียวคนที่เล่าเรื่องนี้ทั้งหมด (ฝั่งโจรจะใช้ code name เป็นชื่อเมืองแทนชื่อจริง) เป้นคนที่บ้าดีเดือด แต่ก็เซ็กซี่ที่สุด แถมแฟนเซอร์วิสบ่อยมาก ดูแล้วตกหลุมรักตั้งแต่แรกเลย ใครสนใจไปตามต่อได้ที่ IG ของเธอ

ริโอ ตามบทคือสุดยอดแฮ็คเกอร์ แต่ได้แสดงความสามารถจริงๆ น้อยมาก หลักๆ จะเป็นคนก่อดราม่าคู่กับโตเกียวซะมาก

เดนเวอร์ เป็นคนที่บ้าระห่ำ หัวเราะสลับกับทำหน้าโหดได้ตลอด แต่ที่จริงเป้นการทำไปเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าหมองในจิตใจ แต่ด้วยความเป็นคนที่ฉลาดน้อยที่สุดในกลุ่ม ก็เลยโดนคนอื่นชักจูงได้ง่าย

มอสโก เป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุด ถึงจะพูดน้อย แต่พูดเมื่อไหร่จะต้องได้สั่งสอนเด็กๆ ในทีม

ไนโรบี เป็นอีกคนที่เล่นไม่สมจริง เพราะเล่นใหญ่เกิน เลยดูไมเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาที่มีบทพูดยาวๆ

เบอร์ลิน นี่ตรงกันข้ามกับไนโรบีเลย เป็นคนที่เล่นสมจริงมาก สายตาทำให้ดูแล้วเชื่อเลยว่าเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำสูง ไม่เกรงกลัวอะไร รับมือกับสถานการณ์ได้ทุกแบบ แม้ตอนแรกๆ อาจจะดูน่ากลัว แต่พอดูไปจนจบแล้วจะพบว่าเป็นตัวละครอีกตัวที่ชอบมาก

ส่วนฝั่งตำรวจก็มี สารวัตรราเกซที่เก่งแบบสูสีกับศาสตราจารย์ แต่ก็ด้วยความหักมุมแบบที่ไม่เคยเจอในเรื่องไหนมาก่อนทำให้รู้สึกดีได้ในตอนจบ

ผู้พันปริเอโต นี่ก็เป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัวสูงมาก เห็นผลประโยชนืตัวเองเป็นหลัก ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนจริงๆ แถมเหยียดเพศ และเอาเปรียบลูกน้อง เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ฝั่งโจรได้ใจคนดู

อาร์ตูโร ก็เป็นอีกคนที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาเปรียบลูกน้อง ทำลูกน้องท้องแต่ไม่รับผิดชอบ เลยทำให้ฝั่งตัวประกันดูไม่น่าสงสาร

ส่วน โมนิก้าเป็นอีกคนที่ถูกกระทำจากทั้งฝั่งตัวประกันและฝั่งโจร จนสุดท้ายเหมือนโลกพังทลายเลยตัดสินใจทำสิ่งที่คาดไม่ถึง


จะเห็นว่าด้วยเวลาที่มีเยอะ เลยทำให้ตัวละครหลายๆ ตัวทำให้เราหลงรักได้ แม้จะเป้นคนที่ทำผิด ซึ่งตัวหนังเองก็พูดเป็นระยะว่าการกระทำเดียวกัน แต่เปลี่ยนคนทำแต่ทำไมถึงโดนว่าเป็นคนเลวแค่ฝั่งเดียว แต่สิ่งนี้หนังก็สื่อได้ไม่มากนะ เพราะความผิดฝั่งโจรมันชัดมาก ดูไปนี่ตัวบทลอยขึ้นมาเลย ทั้งข่มขืนใจ กักขังหน่วงเหนี่ยว ปล้นทรัพย์ ทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่ก็ต้องพยายามคิดว่าเป็นหนังเดี๋ยวจะไม่สนุก

สรุปแล้วเป็นหนังแนวปล้นแบบทีม ที่สนุกมาก ใครชอบหนังตระกูล ocean ไม่ควรที่จะพลาดเรื่องนี้เลย

The Secret Rules of Modern Living: Algorithms

หลังจากดูทีวีซีรีส์ตามคำแนะนำไปเรื่อยจน watch list ยาวเหยียด และเมื่อเริ่มดูเรื่องไหนแล้วก็ต้องดูจนจบในช่วงเวลาสั้นๆ ทุกที ทำให้รบกวนกิจกรรมอื่นที่ต้องทำรวมถึงเวลานอน ก็เลยลองเปลี่ยนมาดูสารคดีบ้าง เพราะความยาวจะไม่มากเท่า


The Secret Rules of Modern Living: Algorithms หรือชื่อไทยคือ กฎลับของชีวิตสมัยใหม่: อัลกอริทึม เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอัลกอริทึมที่มีมากมาย และใช้ในชีวิตประจำวันทั้งที่เรารู้และไม่รู้ตัว ซึ่งดำเนินรายการโดย Marcus du Sautoy นักคณิตศาสตร์อังกฤษที่ทำรายการเล่าเรื่องวิทยาศาสตร์ PopSci หลายรายการ

เริ่มต้นจะเป็นการท้าแข่งเล่นเกมส์หยิบของที่ใครหยิบเป็นคนสุดท้ายจะเป็นคนแพ้ ซึ่งเค้าไปท้านักศึกษาในมหาวิทยาลัยเล่น แล้วก็ชนะตลอด ซึ่งเค้าบอกว่าวิธีที่หยิบของให้ชนะทุกครั้งมันคือ อัลกอริทึมอย่างหนึ่ง

จากนั้นเค้าก็เล่าถึง อัลกอริทึม pagerank ที่กูเกิ้ลใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ที่จะแสดงในผลการค้นหา โดยเปรียบเทียบกับการจ่ายบอลของนักฟุตบอล ซึ่งคนที่ไม่รู้จัก pagerank มาก่อนเลย น่าจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยการเปรียบเทียบนี้

แต่อันที่ผมชอบที่สุดคือเรื่อง merge sort กับ bubble sort ซึ่งเป็นอัลกอริทึมในการเรียงที่ทุกวันนี้ปรากฏอยู่ในทุกโปรแกรมที่ต้องจัดการกับข้อมูล ไม่ว่าจะตัวเลข หรือตัวหนังสือ ซึ่งเราใช้มันจนลืมคิดไปว่าที่ระดับลึกสุดของโปรแกรมมันต้องมีอัลกอริทึม ให้คอมพิวเตอร์มันรู้ด้วยว่าการเรียงคืออะไร และต้องเรียงอย่างไร และแค่การเรียงที่ดูคล้ายๆ กัน แต่ใช้เวลาต่างกันมาก ยิ่งดูยิ่งซาบซึ้ง บ่งบอกถึงความเนิร์ดของตัวเองมาก

นอกจากนี้ก็มีอัลกอริทึมอีกหลายอันที่ดูสนุกไม่แพ้กัน

  • อัลกอริทึมในการจับคู่นัดเดต
  • การจับคู่ผู้บริจาคกับผู้รับไตของ UKNHS
  • saleman travel problem ปัญหาที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครแก้ได้
  • การจัดการจราจรทางอากาศของสนามบิน ที่ทุกวันนี้มีอัลกอริทึมที่อยู่ในระดับแค่พอใช้
  • อัลกอริทึมเรียนรู้ความชอบภาพยนต์ของแต่ละคน
  • MRI
  • Kinect

สรุปแล้วรายการนี้เป็นสารคดีที่ชื่อดูเหมือนจะน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วสนุกมาก ไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก ดูเพลินๆ ได้จนจบ