11 Years

This entry is part 13 of 13 in the series Life log

สรุปชีวิตการทำงาน 11 ปีที่ผ่านมาได้ประมาณนี้

2550 กว่าจะเรียนจบและสอบได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมก็ปาไปเดือนพฤษภาคม ได้เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลบางละมุง เป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ 3 เดือนก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข โดยหลังเลิกงานก็ไปรับเป็นเภสัชกรพาร์ทไทม์ที่รพ.สมิติเวช ศรีราชาด้วย

ช่วงแรกทำงานอยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก (OPD) ประมาณ 1 เดือน จึงย้ายมาอยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน (IPD) แต่ยังคงช่วยจ่ายยาที่คลินิกพิเศษยาต้านไวรัสอยู่ (ซึ่งทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)โดยตลอดครึ่งปีเป็นช่วงของการฝึกหัดกับปรับตัวและวางระบบงานสำคัญที่ยังคงทำมาถึงปัจจุบันอย่างการติดตามเคสแพ้ยา

2551 – 2552 เป็นช่วงของการโหมทำงานหนักแบบเลือดตาแทบกระเด็น เขียนบันทึกเกี่ยวกับการทำงานน้อยลง เพราะเริ่มทำงานเดิมๆ เหมือนเดิม ทุกวัน การเปิดงานใหม่ด้วยตัวคนเดียว เป็นเรื่องค่อนข้างยาก

2553 เลิกอยู่เวรดึกที่สมิติเวช และเลิกเป็นพาร์ทไทม์หลังจากทำมาได้ 4 ปี ได้ถามตัวเองครั้งแรกว่าจะลาออกก่อนทำงานครบ 10 ปีตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรกมั้ย ก็ยังคงตัดสินใจไปต่อ

2554 งานบริหารเริ่มเยอะขึ้น ต้องเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับโรงพยาบาล และระดับจังหวัด ได้นำเสนองานวิจัยในที่ประชุมระดับประเทศครั้งแรก เรื่องผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเทโนโฟเวียร์ พร้อมกับเริ่มทำงานวิจัยเพื่อประกอบการขอเลื่อนตำแหน่งเป็นชำนาญการ

2555 ได้เป็นเภสัชกรชำนาญการ (ซี 6 เดิม) ด้วยงานวิจัยเรื่องขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต และได้รับตำแหน่งหัวหน้างานห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน ซึ่งพยายามเต็มที่แล้วในตอนนั้น แต่ก็ทำได้แค่ 1 ปี แล้วพบว่าตัวเองยังความสามารถไม่พอที่จะบริหารจัดการหน่วยงานที่ใหญ่ระดับต้นๆ ของกลุ่มงานเภสัชกรรม ก็เลยขอย้ายมาทำงานเภสัชสนเทศ (DIS) กับงานคุณภาพโรงพยาบาล (HA) แทน ส่วนในระดับจังหวัดพบว่าตัวเองเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจัยของโรงพยาบาล เพราะงานวิจัยที่ส่งประกวดได้รางวัลที่ 1

2556 – 2557 ปีนี้เปิดร้านยาเป็นของตัวเอง เลิกอยู่เวรโรงพยาบาล แล้วมาขายยาหลังเลิกงานแทน ได้สนุกกับบทบาทเภสัชกรร้านยาที่ห่างเหินมาถึง 6 ปี แต่ก็สนุกไปอีกแบบ

ส่วนงานวิจัยปีนี้ได้ไปนำเสนอ HA National Forum ที่เป็นเวทีระดับประเทศของสายงานโรงพยาบาล

2558 ได้เป็นเภสัชกรชำนาญการ (ซี 7 เดิม ชื่อตำแหน่งเหมือนเดิมแต่มีเงินประจำตำแหน่งเพิ่มมา) ด้วยงานวิจัยเรื่องค่าใช้จ่ายกับการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต ได้ก่อตั้งงานใหม่คืองานบริบาลเภสัชกรรม และรับหน้าที่เป็นหัวหน้างานคนแรก พร้อมกับน้องๆ เภสัชกรในทีมให้รับผิดชอบ 5 คน เลยได้เริ่มงานเภสัชกรประจำวอร์ดแบบ full time

2559 เป็นปีแห่งการส่งงานวิจัยประกวด เพราะได้ไปนำเสนอในระดับประเทศ 2 งาน และทีสำคัญได้ไปนำเสนอในเวทีระดับเอเชียแปซิฟิกคือ FAPA Congress ถึงไม่ได้รางวัลแต่ก็ปลื้มใจสุดๆ แล้ว

ปีนี้เริ่มเรียนกฎหมายพร้อมกับแผนเปลี่ยนสายงานเมื่อเป็นเภสัชครบ 10 ปี ก็ทำได้ตามแผนทั้งหมด

และที่สำคัญปีนี้ได้ไปบรรยายในฐานะอาจารย์พิเศษเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งพบว่าสนุกดี แต่ก็หมดพลังในการเตรียมสอนไปเยอะมาก

2560 ถ้าปีที่แล้วคือยอดดอยของการทำวิจัย ปีนี้ก็ลงมาอยู่ตีนดอย เพราะได้ทำวิจัยเล็กๆ ส่งประกวดแค่ในโรงพยาบาล งานบริบาลเภสัชกรรมก็เรื่อยๆ คิดว่าน่าจะทำอะไรเพิ่มได้ แต่ก็ติดขัดด้วยหลายปัจจัย

ส่วนการเรียนกฎหมายสามารถจบได้ภายใน 1 ปีครึ่งตามแผน พร้อมกับลงเรียนเนติฯ ต่อ และคิดว่าน่าจะได้ตามแผนจนถึงตอนสอบเป็นผู้ช่วยฯ

2561 แผนในการเรียนกฎหมายสะดุดครั้งแรก เพราะสอบขาวิแพ่งไม่ผ่าน ผ่านแต่วิอาญา ต้องไปแก้ตัวอีกทีปีหน้าเลย แต่ยังไงก็ต้องลุยต่อให้ผ่านทั้งขาแพ่งและขาอาญาในเทอมเดียวให้ได้

สรุปแล้วงานทางเภสัชคงจะเริ่มลดบทบาทลง และทยอยมอบหมายงานไปจนหมด ให้ทันตอนสอบผู้ช่วยฯ เพราะต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือที่มากกว่าตอนเรียนเนติฯ อย่างน้อย 2 เท่า และได้ทำงานเภสัชกรโรงพยาบาลครบ 12 ปี และได้ยุติงานเภสัชกรโรงพยาบาล

 

Short list 2015

Short list สั้นๆ แต่กลับไม่ได้รีวิวมาตั้ง 5 ปี พอดีจะทบทวนเป้าหมายชีวิตใหม่ เลยต้องเริ่มจากทบทวน Short list ก่อน พยายามให้สั้นๆ เหมือนเดิม ก่อนไปแตกเป็นเป้าหมาย และลงรายละเอียด

  • ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น ทำงานให้น้อยลง
  • อ่าน ดู ฟัง เขียนอย่างสม่ำเสมอ และในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
  • ดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด
  • ทำเพื่อคนอื่นๆ เยอะๆ ทั้งคนรู้จักและคนไม่รู้จัก
  • คุยกับตัวเองบ่อยๆ
  • เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

เทียบกับ 5 ปีที่แล้วก็ใกล้เคียงกัน แต่เหมือนจะคมขึ้นด้วยอายุที่ล่วงเลยเข้าเลขสาม นี่แหละหนึ่งในประโยชน์ของการมีอายุมากขึ้น

 

 

ชั่วฟ้าดินสลาย (Director s Cut)

หลังจากได้ดูเวอร์ชันแรกทางเคเบิ้ลทีวี ที่เป็นเวอร์ชันเดียวกับที่ฉายในโรงภาพยนต์ทั่วไป ไป 2 รอบ ยังรู้สึกว่าหนังมันยังขาดอะไรไปหลายอย่าง พอได้ดูเวอร์ชัน Director s Cut จาก DVD แล้วก็พบว่ามันถูกตัดไปหลายอย่างจริงๆ (ถูกตัดไปกว่า 1 ชั่วโมง)

Spoil Alert!!!

Quote from Wait 'Til You're Older

ชีวิตคือการเดินทาง
น่าเสียใจที่ย้อนกลับไม่ได้
แต่ก็น่าดีใจที่ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

– Wait ‘Til You’re Older

Drug survey

เนื่องจาก พรพ. จะมาในไม่ช้านี้
จึงได้รับคำสั่งจากหัวหน้า ให้ไปเร่งตรวจตรายาที่สำรองไว้ที่บนหอผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งมันก็มีอยู่ 4 หอผู้ป่วยกับอีก 3 แผนก ใช้เวลาในการตรวจไป 2 วัน

วันแรก

ตรวจหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย หญิง และพิเศษ ไม่ค่อยเจอปัญหา เพราะได้นำร่องไปก่อนหน้านี้แล้วหนึ่งรอบ เจอแต่ยาปัญหาที่ถูกถอนออกจากบัญชีโรงพยาบาลไปแล้ว 1 ตัว แต่มันก็ยังนอนเล่นสบายใจอยู่ทุกหอผู้ป่วย ก็เลยเก็บลงมาซะ

สรุปวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรหนักใจ แค่ปวดตากับการไล่หาวันหมดอายของุยาทุกตัว

วันที่สอง

วันนี้เริ่มด้วยหอผู้ป่วยเด็กแต่เช้า ผลการตรวจค่อนข้างพอใจ สำรองยาได้ไม่ค่อยเกินข้อตกลง มีขอเพิ่มบางตัวที่จำเป็นต้องใช้ทันที รอเบิกจากห้องยาไม่ได้

ต่อด้วยห้องผ่าตัด ซึ่งบรรยากาศสงบสมเป็นยามเช้า แต่ไม่วายเจอเคสซีซ่าร์ 1 เคส (คลอดโดยการผ่าออกทางช่องท้อง) ซึ่งยังไงผมก็ไม่อยากดู เอาไว้เวลาจำเป็นจริงๆ ค่อยดู (aka. แพ้ยาขณะผ่าคลอด) ก็เลย miss การตรวจรถเก็บยาฉุกเฉินไปหนึ่งคันซึ่งอยู่ในห้องผ่าตัดนั้น

ตกบ่ายเริ่มด้วยห้องคลอด ก็เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะกำลังตรวจสอบยาที่สำรองไว้ พยาบาลทำคลอดคนไข้ด้านหลังผม ห่างกันไม่ถึง 3 เมตร (ตอนแรกเห็นคนไข้นอนเรียงๆ กันนึกว่าเป็นห้องรอคลอด ใครจะไปนึกว่าเค้าจะทำคลอดกันในห้องนั้นเลย) ก็เลยต้องรีบตรวจให้เสร็จ แล้วก็ออกมาจากห้องนั้น (อันนี้ไว้รอดูตอนแฟนผมคลอดดีกว่า)

แล้วก็ปิดท้ายด้วยห้องฉุกเฉินที่ยุ่งกันตลอดเวลา ต้องตรวจยาที่กระจัดกระจายกันอยู่ในห้องฉุกเฉิน ลามไปถึงรถฉุกเฉินที่จอดอยู่ด้านนอกอีกหลายคัน ซึ่งวันนี้ก็ได้ทิ้งท้ายด้วยการเจอเคสแท้ง แล้วรกออกมาไม่หมด ต้องมาช่วยฉีดยากระตุ้นให้รกออกมาให้หมด

สรุปแล้ววันนี้ย่างกรายไปที่ไหน ก็เจอแต่เคสคลอด

ปล. ช่วงนี้เด็กมอปลายเริ่มปิดเทอม แล้วก็มาดูงาน เพื่อที่จะไปสมัครสอบเข้าคณะแพทย์เต็มไปหมด ส่วนใหญ่เหมือนมาฝึกเป็นผู้ช่วยพยาบาลมากกว่า ก็ใช่นะสิใครจะให้เด็กไปทำอะไรมากกว่านี้เล่า ไม่ยักกะมีใครมาดูงานห้องยาบ้าง (ก็คณะเภสัชศาสตร์ ไม่ได้มีเงือ่นไขนี้อะดิ)