invest

SE-ED and Central Group

ปกติทาง IR จะไม่ค่อยอยากกล่าวล่วงไปถึงบริษัทอื่น เพราะข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้องและอาจจะไม่เหมาะสม แต่สำหรับกรณีนี้ เป็นคำถามทั่วไป ซึ่งไม่เป็นผลเสียหายกับใคร และเป็นความรู้ในธุรกิจหนังสือที่อาจจะช่วยให้ท่านนักลงทุนเห็นภาพต่างๆ ได้ดีขึ้น จึงขอชี้แจงเท่าที่พอทราบมานะครับ ท่านใดที่ทราบข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่านี้ ก็ขอเรียนเชิญเข้ามาเสริมได้ครับ

จาก www.centralretail.com สรุปได้ว่า B2S เป็น Business Unit หนึ่งของ Central Retail Corporation (CRC) ซึ่งเป็น Holding Company ของกลุ่มเซ็นทรัลที่ดูแลการค้าปลีกของกลุ่มทั้งหมด

ในปัจจุบันภายใต้ CRC (หรือเรียกเป็นไทยว่า “เซ็นทรัลรีเทล”) จะแบ่งรูปแบบการบริหารเป็น “สาม” ห้างสรรพสินค้า (ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าเซ็น และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน) “หนึ่ง” ซูเปอร์มาร์เก็ต (ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต) และอีก “ห้า” แบบของ Specialty Stores (B2S, Power Buy, Office DEPOT, homeWorks และ SUPER Sports)

ดังนั้น คงเห็นความสัมพันธ์ระหว่างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล B2S และห้างสรรพสินค้าโรบินสันแล้วนะครับ ว่าทั้งหมดคือบริษัทในเครือของ CRC ซึ่งอยู่ในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งโดยทั่วไปจะมีนโยบายให้เอื้อธุรกิจระหว่างกันเป็นอันดับแรกๆ ก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นร้าน B2S อยู่ในทุกห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และโรบินสัน และถือได้ว่าเป็นแม่เหล็กที่สำคัญให้กับศูนย์การค้าแต่ละแห่งได้เป็นอย่างดี

อันที่จริง กลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้เพิ่งจะมาทำธุรกิจร้านหนังสือในรูปแบบของ B2S แต่กลุ่มเซ็นทรัลคือ “ผู้บุกเบิก”ธุรกิจร้านหนังสือรายหนึ่งมานานตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 สมัยตั้งแต่เป็นร้านขายของชำอยู่บนถนนเจริญกรุง โดยมีมุมหนึ่งของร้านขายนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊คจากต่างประเทศ ต่อมาเมื่อได้เติบโตมาทำห้างสรรพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ก็มีนโยบายให้ดำเนินการแผนกขายหนังสือ ในชั้น 3 ของทุกห้างของตน (จนถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติในการวางผังร้านค้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในกลุ่มลูกค้าดั้งเดิมว่า จะหาร้านหนังสือในห้างเซ็นทรัล ให้เดินไปที่ชั้น 3 ยกเว้นในบางศูนย์ใหม่ๆ บางแห่งซึ่งอาจจะต่างจากนี้) โดยเน้นหนังสือและนิตยสารภาษาอังกฤษที่นำเข้ามาด้วยตนเอง และมีหนังสือภาษาไทยเสริมส่วนหนึ่ง นอกจากแผนกหนังสือแล้ว ยังมีแผนกเครื่องเขียน และแผนกเพลง ที่เปิดควบคู่ไปด้วย

เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลขยายห้างสรรพสินค้าออกมาในรูปแบบของพลาซ่ามากขึ้น ก็ได้เปิดร้านหนังสือในเครือขึ้นมาเพื่อเปิดในส่วนพลาซ่าโดยเฉพาะ ในชื่อ ร้าน”ชมอักษร” ซึ่งมีสัดส่วนหนังสือไทยมากขึ้น และสัดส่วนหนังสือต่างประเทศลดน้อยลง เป็นภาพร้านหนังสือไทยอย่างชัดเจนมากขึ้น ร้านหนังสือชมอักษรได้ขยายสาขาตามการขยายตัวศูนย์การค้าเซ็นทรัล (เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลบางนา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เซ็นทรัลวงศ์สว่าง เซ็นทรัลรามอินทรา เป็นต้น) ถือเป็นร้านหนังสือที่ดีร้านหนึ่ง

แต่ต่อมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 กลุ่มเซ็นทรัลจึงตัดสินใจปิดร้านชมอักษร (จากการให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนตุลาคม 2543)

ต่อมากลุ่มเซ็นทรัลได้จัดแบ่ง segmentation ธุรกิจส่วนต่างๆ ใหม่ จึงได้รวมเอาแผนกหนังสือ แผนกเครื่องเขียน และแผนกเพลง ในห้างสรรพสินค้าของตน มารวมตัวกันเป็น Business Unit เดียวกันในชื่อ B2S (Books to Stationery) จัดเป็น Specilaty Stores เพื่อให้สอดคล้องกับ Life Style ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเปิดสาขาต้นแบบแห่งแรกที่เซ็นทรัลซิตี้ บางนา และขยายตัวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

คราวนี้ มาถึงเรื่องของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์กับ เซ็นทรัล และโรบินสัน ตามที่คุณ piggyman007 สอบถามมาบ้างครับ

อันที่จริง ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ เปิดสาขาในศูนย์การค้าของเซ็นทรัล มายาวนานแล้วนะครับ โดยเปิดครั้งแรก คือ สาขาเซ็นทรัลซิตี้บางนา ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 ของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ เปิดตั้งแต่ พ.ศ. 2536 และเปิดเพิ่มอย่างต่อเนื่อง สงสัยคุณ piggyman007 อาจจะยังเดินไม่ทั่ว จึงไม่ค่อยเห็น

ปัจจุบัน ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ มีเปิดในศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัล ทั้งหมด 7 แห่ง คือ เซ็นทรัลซิตี้ บางนา (ชั้น 3) เซ็นทรัลพลาซ่าปิ่นเกล้า (ชั้น 3) เซ็นทรัลแอร์พอร์ตพลาซ่า เชียงใหม่ (ชั้น 4) เซ็นทรัล พระราม 3 (ชั้น 3) เซ็นทรัล พระราม 2 (ขั้น 3) เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ (ชั้น 3) และเซ็นทรัลพลาซ่าแจ้งวัฒนะ (ชั้น 3)

และเปิดในศูนย์การค้าอื่นที่มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล อีก 1 แห่ง คือ สีลมคอมเพล็กซ์ (ชั้น 4)

ในปี 2552 และ 2553 จะมีเปิดอีกที่ เซ็นทรัลพัทยา และ เซ็นทรัลชลบุรี

ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ มีเปิดในส่วนพลาซ่าของห้างโรบินสัน ที่ โรบินสัน ราชบุรี (ชั้นใต้ดิน) และเปิดในศูนย์การค้าอื่นที่มีห้างสรรพสินค้าโรบินสันอีก 2 แห่ง คือ ที่ศูนย์การค้าแปซิฟิกพาร์ค ศรีราชา (ชั้น 1) และที่ศูนย์การค้าเจริญศรีอาเขต อุดรธานี (ชั้น 1) ครับ

IR SE-ED

คัดลอกมาจาก SE-ED [ThaiVI]

ปกติผมเป็นแฟนร้านหนังสือทั้ง 2 ร้านนี้อยู่แล้ว เพราะแถวที่ผมอยู่มันมีแต่ 2 ร้านนี้ (ดอกหญ้าก็มีแต่ไม่ได้ไปเพราะมันอยู่นอกห้าง) ยิ่งมาได้ข้อมูลแบบนี้ รู้สึกชอบ IR SE-ED เข้าไปใหญ่เลย ถ้าหุ้นทุกตัวในไทยมี IR ดีๆ อย่างนี้คงดีไม่ใช่น้อย (แต่ผมก็ไม่มีหุ้น SE-ED นะ)

Posted by elixer in cool

Q1 2008

ความคืบหน้าของเป้าหมายในปีนี้ ไตรมาสแรก

  • BMI (ดัชนีมวลกาย) ของทุกเดือนในปีนี้ต้องไม่เกิน 23 (ค่าที่เหมาะสมของคนเอเชีย) : ผ่านหมดทั้ง 3 เดือน
  • วิ่งต่อเนื่อง 20 – 30 นาที ให้ได้มากกว่า 60 ครั้ง : อาการหนักมากยังวิ่งได้ไม่ถึง 10 % เลย
  • ขึ้นเวรดึกมากกว่า 5 คืนต่อเดือน ไม่เกิน 2 เดือน : สามเดือนที่ผ่านมาขึ้นเวรดึกยังไม่เกิน 3 คืนต่อเดือนเลย
  • ทำให้เกิด medication error ระดับ C ขึ้นไป (ความผิดพลาดถึงตัวคนไข้แล้ว) เป็น 0 : ล้มเหลวไปแล้ว
  • ทำให้เกิด medication error ระดับ B ไม่เกิน 1 ครั้งต่อเดือน (นับรวมทั้งสองโรงพยาบาล) : ล้มเหลวไปแล้ว
  • เขียนโปรแกรมสำหรับใช้ในงานเภสัชกรรม 1 โปรแกรม : ยังไม่ได้ทำ
  • implement ZTD ให้ได้อย่างน้อย 8 Habit : ไปถึง habit ที่ 4 แล้ว
  • เขียนข่าวที่บล็อกนั้นให้ได้ view เกิน 1000 ในหนึ่งสัปดาห์ 5 ข่าว : ยังไม่ได้สักข่าวเลย
  • ไปเที่ยวกับแฟนในที่ๆ ไม่เคยไป 3 ครั้ง : ไปมาแล้ว 1 ที่
  • สร้าง profit จากเงินลงทุนทั้งหมดให้ได้มากกว่า 10 % : ตอนนี้ -5% เพราะยังไม่ได้เงินปันผลจากหุ้นส่วนใหญ่ในพอร์ต คาดว่าไตรมาสหน้าจะปรับเป็นบวกแล้ว

สรุปแล้วจาก 10 เป้าหมาย มีแนวโน้มที่ดี 4 แนวโน้มไม่ดีอีก 4 หมดโอกาสสำเร็จไปแล้ว 2 ที่ทำได้ตอนนี้คือเร่งทำเป้าหมายที่แนวโน้มไม่ดี และรักษาเป้า่หมายเชิงป้องกันสองอันสุดท้ายนั่นคือ การรักษา BMI กับการขึ้นเวรดึก แล้วก็เพิ่มเงื่อนไขพิเศษสำหรับเป้าหมายสุดท้าย ถ้าทำ profit ได้มากกว่า 15 % พร้อมกับเคลียร์เป้าหมายที่ 2 ได้ จะให้รางวัลตัวเองเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น

Posted by elixer in cool

personal income tax

หลังจากพูดเรื่องการยื่นภาษีไว้หน่อยนึง ที่เอนทรี่นี้ ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากความใจร้อนของตัวเอง ปีนี้เลยวางแผนใหม่ แยกรายได้ตามมาตราต่างๆ ซึ่งปีนี้มี 3 ส่วนคือ รายได้ตามมาตรา 40(1),(3) และ (5) ซึ่งแต่ละอันก็หักลดหย่อนได้ไม่เท่ากัน

  • เริ่มจาก รายได้ตามมาตรา 40(1) คือรายได้จากงานหลัก อันนี้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 60,000 บาท
  • รายได้ตามมาตรา 40(3) มาจากการลงทุน อันนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ขอเครดิตภาษีคืนได้
  • รายได้ตามมาตรา 40(5) มาจากงานเสริม อันนี้หักค่าใช้จ่ายได้ 60% เหลือที่ต้องเสียภาษีแค่ 40% ก่อนหน้านี้เกือบจะเอาไปรวมกับ 40(1) อยู่แล้ว ยังดีได้อ่านนี่ และนี่ก่อนเลยประหยัดภาษีจากรายได้ส่วนนี้ไปเป็นหมื่น

ส่วนการลดหย่อนเพิ่มเติมนี่แทบไม่มีเลย เพราะพ่อแม่อายุไม่เกิน 60 ปีทั้งคู่ ลูกก็ยังไม่มี (ถ้ามีก็แปลกแล้ว ยังไม่ได้แต่งงานเลย) ประกันชีวิตก็ไม่ได้ทำ RMF/LTF ก็ไม่ได้ซื้อ เหลือแต่บริจาคนี่แหละ ที่ปีนี้ว่าจะไปหาโรงเรียนบริจาคจากรายชื่อในนี้อยู่ สรุปแล้วปีนี้พยายามไม่ให้รายได้แตะฐาน 20 เพราะนั่นเป็นการบ่งบอกว่าทำงานหนักเกินไปแล้ว พักซะบ้างนะเรา 

แล้วคนอื่นละครับ จะสิ้นเดือนแล้ว ยื่นภาษีกันหรือยังครับ

บทความน่าสนใจ

Posted by elixer in cool

NPV and life insurance

ในช่วงฤดูถอนขนห่านนี้ ได้เห็นเทคนิคการลดหย่อนภาษีหลายรูปแบบของพี่ที่ทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการทำประกันชีวิต เพราะดูเหมือนจะคุ้มค่าที่สุด ในความคิดของหลายๆ คน ในขณะที่ผมซึ่งค่อนข้างไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะถ้าไม่นับเรื่องการคุ้มครองชีวิต (คุ้มครองความเป็นอยู่ของคนข้างหลัง ไม่ได้คุ้มครองชีวิตเราตรงๆ อยู่ดี) การทำประกันชีวิตนั้นเป็นการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ

เวลาบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะไม่มีตัวเลขที่เข้าใจได้ง่ายให้เพื่อนดู บังเอิญวันนี้ไปไล่อ่านบล็อกของคุณสุมาอี้ แล้วได้รู้จักกับค่า NPV จากความเห็นนี้ อ่านดูจาก wikipedia และlemontree blog ก็พอเข้าใจระดับหนึ่ง เลยลองเอามาเปรียบเทียบกับการออมเงินรูปแบบต่างๆ ตามนี้

โดยสมมติว่าผมทำของไทยประกันชีวิตแบบทรัพย์ทวี ๑๕๐ (มีเงินปันผล) ทุนประกันชีวิต 200,000 บาท

  • จ่ายเบี้ยประกันปีละ 15,500 บาทต่อปี เป็นเวลา 20 ปี
  • ได้ปันผลคืน 10% ทุก 4 ปี รวมเป็น 40% ของทุนประกัน
  • ปีสุดท้ายได้ปันผลอีก 20% ของทุนประกัน
  • บวกกับอีก 110% ของทุนประกัน
  • นอกจากนี้ยังเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกปีละ 15,500 บาท ถ้าฐานภาษี 10% ก็ประหยัดเงินไปได้อีกปีละ 1,550 บาท

ลองหา NPV โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีคือ 2.5% เป็น discount rate (ดูตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณทั้งหมดที่นี่)จะได้ค่า NPV ประมาณ 4,080 บาท จะเห็นว่ามากกว่า 0 คือคุ้มค่ากว่าการฝากประจำ 1 ปีอยู่เล็กน้อย

ทีนี้ลองใช้อัตราเงินปันผลของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอย่าง 1SG-LTF ซึ่งมีปันผลต่อปีหักค่าจัดการกองทุนเหลือประมาณ 13.75 % จะได้ค่า NPV ประมาณ – 48,000 บาท จะเห็นว่าการทำประกันคุ้มค่าน้อยกว่ามาก

แล้วถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้วได้ผลตอบแทน 15% ต่อปีละ ได้ NPV ประมาณ – 46,000 บาท (งงเหมือนกันว่าทำไม NPV มันดันมากกว่าrate 13.75% ไม่รู้ผิดพลาดตรงไหน) จะเห็นว่าการทำประกันชีวิตนั้นไม่คุ้มค่าเลยถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง   

ถึงแม้จะงงกับตัวเลขเล็กน้อย แต่ค่า NPV นี้ก็ชี้ให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าการทำประกันชีวิตมีความคุ้มค่าน้อยมาก จนเกือบจะไม่คุ้มค่าเลย ถ้าเทียบกับการฝากประจำ 1 ปี นอกจากนี้ในอนาคตก็ไม่มีใครบอกได้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปตลอด มันอาจจะปรับตัวขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้ แล้วที่สำคัญที่สุด การออมเงินวิธีอื่นๆ เราสามารถหยุดออมได้ แต่ทำประกันเราต้องส่งเบี้ยประกันไปจนครบเวลาหยุดไม่ได้

สรุปความเห็นล่าสุด ไม่ทำครับ

Posted by elixer in cool

Recommended Books from yoyo's investing way

จดเก็บไว้ก่อน ตอนนี้กำลังทยอยซื้อมาอ่านทีละเล่ม สองเล่ม

ถ้าซื้อมาอ่านทีเดียวหมดนี่ ไม่รู้ว่าถึงสิ้นปีจะอ่านได้หมดหรือเปล่า

Posted by elixer in cool