drug

ยาแก้ป่วย และ สวย perfect


ยาแก้ป่วย ซื้อยากินเองอย่างไรให้หายป่วย หนังสือสำหรับคนที่ชอบซื้อยาจากร้านยา หรือว่ามีคนรู้จักจำเป็นต้องใช้ยาอยู่บ่อยๆ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ส่วนสาวๆ ที่นิยมผลิตภัณฑ์บำรุง เพื่อความสวย ความงามแนะนำหนังสือ สวย perfect บำรุงสวยอย่างไรให้ปลอดภัย จะได้รู้ทันบริษัทที่ผลิตของพวกนี้ออกมาขายครับ

หนังสือทั้งสองเล่มนี้หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปนะครับ

ปล. ไม่ได้รู้จักกับพี่เค้า แต่รู้สึกว่าเนื้อหามันโดนมากโดยเฉพาะยาแก้ป่วย แบบนี้เลยที่ผมอยากเขียน

Posted by elixer in cool

Take before bedtime

รับประทานยานี้ก่อนนอน

คำสั่งที่ดูง่าย ใครอ่านก็เข้าใจ แต่คุณแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้อง

ก่อนนอนในความหมายของการกินยา จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการนอนสักเท่าไหร่ แต่ที่ต้องระบุเป็นก่อนนอน มันมีสาเหตุมาจากการกินยาที่ต้องแบ่งกินวันละหลายๆ ครั้ง การบอกเป็นช่วงเวลานั้นทำให้ลำบากในการจำ และการกิน จึงต้องมีการนำไปผูกกับมื้ออาหารเพื่อให้สะดวกในการกิน ความหมายจริงของมื้อต่างๆ จึงเป็นดังนี้

  • อาหารเช้า -> ช่วงเช้า (ประมาณ 6.00 – 9.00 น.)
  • อาหารกลางวัน -> ช่วงกลางวัน (ประมาณ 11.00 – 13.00 น.)
  • อาหารเย็น -> ช่วงเย็น (ประมาณ 16.00 – 18.00 น.)
  • ก่อนนอน -> ช่วงกลางคืน (ประมาณ 20.00 – 24.00 น.)

จะเห็นว่าการบอกเป็นช่วง จะทำให้ช่วงห่างของการกินยาแต่ละมื้อไม่เท่ากัน อาจจะใกล้กันเกินไป หรือห่างเกินไป หรือถ้าจะให้แม่นยำโดยการบอกเป็นเวลา ก็ทำให้ยากในการปฏิบัติ (ลองกินยาที่ต้องทานวันละ 3 เวลา ตอน 8.00 13.00 18.00 ดูสักวันสองวันแล้วจะเข้าใจครับ)

แต่เนื่องจากการกินมื้อกลางคืน เราไม่เรียกว่าอาหารกลางคืน หรือจะเรียกเป็นอาหารค่ำมันก็ไม่ได้ช่วงเวลาที่ต้องการ และอาหารค่ำไม่ได้กินกันทุกคน ดังนั้นการบอกให้กินยาช่วงกลางคืน จึงกลายเป็นการบอกให้กินยาก่อนนอน ด้วยประการฉะนี้

แต่เข้าใจแนวคิดนี้แล้วก็ใช่ว่าจะกินยาได้อย่างถูกต้องนะครับ เพราะการกินยาต้องดูด้วยว่ายาที่กินนั้นเป็นยาอะไร ให้กินเพื่ออะไร โดยผมจะแนะนำวิธีใช้ยาก่อนนอนที่ถูกต้องของยาแต่ละะกลุ่มตามนี้ครับ

Continue reading →

Posted by elixer in cool

Chew before swallowing

ยานี้ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน

สงสัยกันมั้ย ว่าทำไมยาพวกนี้ต้องเคี้ยวก่อน กลืนไปเลยไม่ได้หรือไง มันจะไปอุดตันในลำไส้หรืออย่างไร

บางคนอาจจะบอกว่า การเคี้ยวทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีไง ใช่แล้วครับ แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะยาส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มันแตกตัวที่กระเพาะอาหาร มันจะแตกตัวได้ดีอยู่แล้ว โดยเราไม่ต้องช่วยมันโดยการเคี้ยวแต่อย่างใด แต่ที่เราต้องเคี้ยวเพราะคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างจากยาทั่วไป และความจำเป็นต่อการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งผมจะอธิบายทีละตัว

เริ่มจากยาเม็ดลดกรดที่มีหลากหลายยี่ห้อที่คุ้นๆ กันก็ Mag77 หรือ Antacil tab ซึ่งยาพวกนี้ออกฤทธิ์โดยการ neutralize กรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ pH ในกระเพาะสูงขึ้น อาการปวดท้องจึงทุเลาลง ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันขึ้นกับพื้นที่ผิวของยาที่สัมผัสกับของเหลวในกระเพาะอาหาร การเคี้ยวให้ละเอียดจึงเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของอนุภาคยาให้ ใกล้เคียงกับยาน้ำลดกรดที่อยู่ในรูปแบบอนุภาคแขวนตะกอนอยู่ในน้ำ แต่ถึงเราจะไม่เคี้ยวมัน มันก็ยังออกฤทธิ์ได้อยู่ แต่อาจไม่ดีมากเท่ากับยาที่ถูกเคี้ยวจนละเอียดแล้ว และยังออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าด้วย

ยาตัวต่อไปคือ ยาแก้ท้องอืดที่คุ้นเคยกันในชื่อการค้า Air-X หรือชื่อสามัญคือ Simeticone ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ลดแรงตึงผิวในกระเพาะอาหาร ทำให้แก๊สในกระเพาะอาหารรวมตัวกัน และถูกขับออกมาทำให้หายจากอาการท้องอืดได้ ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันก็ขึ้นกับพื้นที่ผิวเหมือนยาเม็ดลดกรดเลย ดังนั้นเราจึงต้องเคี้ยวเพื่อให้มันออกฤทธิ์ได้ดี และเร็วเช่นเดียวกัน

ต่อไปเป็นยาเก่าแก่อย่าง Aspirin ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศบางเรื่องเคี้ยวกัน แต่ในไทยไม่ยักกะมีใครเคี้ยว เว้นแต่ว่าคุณกำลังเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด คุณถึงจะได้รับ Aspirin ขนาด 300 หรือ 325 mg ไปเคี้ยวเพราะมันจะช่วยให้ลิ่มเลือดที่อุดตันสลายตัวได้เร็วกว่าการกลืนลงไปตามปกติหลายนาทีอยู่ ซึ่งมันช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยลงได้ไม่ใช่น้อย แต่ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศเคี้ยวนะ เค้าหวังผลให้มันลดอาการปวดได้เร็วขึ้นนะ ไม่ใช่กินไปสลายลิ่มเลือด

ยาอีกตัวที่จะเขียนถึง คงไม่มีใครอยากกินถ้าไม่จำเป็น เพราะมันคือหนึ่งในยาต้านเชื้อเอชไอวีชื่อว่า Didanosine ยาตัวนี้สร้างความลำบากกับผู้ป่วยในประเทศไทยในอดีต เพราะเนื่องจาก patent ทำให้องค์การเภสัชกรรม (GPO) ไม่สามารถผลิตยานี้ในรูปแบบเม็ดได้ ทำให้ต้องใช้ในรูปแบบผงละลายน้ำซึ่งรสชาติแย่มาก ผสมกับน้ำผลไม้ก็ไม่ได้เพราะกรดจะทำลายยา (ต่างประเทศแนะนำให้ใช้ clear apple juice) ผสมกับน้ำหวานก็ไม่ได้อีกเพราะน้ำตาลจะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมาทำลายยา ผู้ป่วยจึงต้องผสมกับน้ำเปล่าล้วนๆ ซึ่งรสชาติแย่แค่ไหนไม่รู้ แต่ผู้ป่วยบอกว่ามันแย่มากยังกับอ้วก

แต่ปัจจุบันนี้ GPO สามารถผลิตในรูปแบบเม็ดบัฟเฟอร์ได้แล้ว ทำให้รสชาติไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ผู้ป่วยต้องเคี้ยวยาเพื่อให้บัฟเฟอร์ออกฤทธิ์สะเทิ้นกรดทันทีที่ตกสู่กระเพาะ ยาจะได้ไม่ถูกทำลายโดยกรด เพราะถ้ารอเม็ดยาแตกตัวเองกว่าบัฟเฟอร์จะทำงานยาก็คงถูกทำลายไปกว่าครึ่ง ดังนั้นจึงต้องเคี้ยวกันต่อไป จนกว่าจะมีเงินซื้อยารูปแบบล่าสุดที่ไม่ต้องเคี้ยวแต่มีราคาสูงกว่า

จริงๆ แล้วยาที่ต้องเคี้ยวมีอีกหลายตัวเช่น fluoride เม็ด หรือ nitroglyceride chewable tab เป็นต้น แต่ยาพวกนี้มีการใช้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีของการออกแบบรูปแบบยา ทำให้มียารูปแบบอื่นที่สะดวกในการใช้มากก
ว่า

แต่ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างไร การรักษาตัวเองให้แข็งแรง ไม่ต้องกินยาพวกนี้เป็นดีที่สุดจากใจเภสัชกรที่เกลียดการกินยาครับ

Posted by elixer in cool

look alike drug names

คราวที่แล้วได้เขียนถึง look alike drug bottle หรือ ยาที่มีบรรจุภัณฑ์คล้ายกัน จนทำให้เกิดความผิดพลาดทางการแพทย์ คราวนี้จะเขียนถึง look alike เหมือนกัน แต่เป็น look alike drug names หรือยาที่มีชื่อมองคล้ายกัน จนทำใ้ห้เกิดการหยิบผิด จ่ายผิดได้ ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ลองดูชื่อยาต่อไปนี้

Hydroxyzine – Hydralazine

Zantac – Zyrtec

Bupropion – Buspirone

ถ้าดูผ่านๆ จะแยกชื่อยาแต่ละคู่ออกจากกันได้ค่อนข้างยาก บวกกับฟอนท์ที่ใช้กันในฉลากยา ใบสั่งยา ป้ายติดชั้นยา เป็นฟอนท์คล้ายๆ กัน ทำให้แยกยากไปกันใหญ่ ถ้าไม่ดูอย่างตั้งใจคงแยกชื่อยาสองตัวนี้ไม่ออก (ซึ่งทำไม่ได้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่คนไข้รอคอยยากันมากมาย)

และยาแต่ละคู่นี่ ชื่อคล้ายกันแต่ออกฤทธิ์ต่างกันคนละเรื่องเลย

อย่างคู่แรก Hydroxyzine เป็นยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก แต่ Hydralazine เป็นยาขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ถ้าคนไข้มีผื่นคันได้ Hydralazine ไปแทน Hydroxyzine ก็คงไม่หายคันสักที แถมความดันโลหิตอาจลดต่ำลงจนเป็นอันตรายด้วย และกลับกันถ้าคนไข้โรคความดันโลหิตสูงได้ Hydralazine แทน Hydroxyzine อาจจะมีความดันโลหิตสูงขึ้นจนอันตราย เพราะไม่ได้ยาลดความดันโลหิต

เนื่องจากเราแก้ปัญหานี้โดยการตั้งใจดูชื่อยา แต่ทำงานได้ช้าลงไม่ได้ (ลองอ่านเรื่อง โรงพยาบาล กระต่าย กับเต่า ของหมอแมวแล้วจะเข้าใจ) จึงมีการนำวิธีต่างๆ มาช่วยในการแยกแยะความแตกต่างของชื่อยา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ตัวหนา การใช้สีที่แตกต่าง การเน้นบางส่วนของชื่อ แต่วิธีที่นิยมใช้กันคือ การใช้ Upper case letter ในบางส่วนของชื่อ หรือการใช้ Tall Man Letters นั่นเอง

Tall Man Letters ใช้ได้ง่ายเพราะแค่การทำอักษรตัวเล็กให้เป็นตัวใหญ่ ซึ่งทำได้ในทุกงานพิมพ์ ไม่ต้องมีการดัดแปลงอะไรเพิ่ม การนำไปใช้ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เพียงแค่เน้นตรงส่วนของชื่อที่ต่างกันเท่านั้นเอง จากตัวอย่างเดิม พอนำ Tall Man Letters มาใช้แล้วจะกลายเป็นแบบนี้

hydrOXYzine – HydrALAzine

zANTac – zYRTec

buPROPion – busPIRone

ทีนี้ก็ดูไม่คล้ายกันแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ดูเล็กน้อยนี้ อาจช่วยลดความผิดพลาดได้มากจนคาดไม่ถึงเลยนะ

ที่มา The Role of Typography in Differentiating Look-Alike/Sound-Alike Drug Names

Posted by elixer in cool