Series: Life log

บันทึกชีวิตการทำงาน

Almost 5 years

This entry is part 7 of 13 in the series Life log

อีกแค่ 3 เดือนก็จะทำงานครบ 5 ปี แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่เลย

เด็กที่ไม่รู้ประสา เด็กมีปัญหา เด็กขี้แย เด็กหนีปัญหา

แต่นั้นก็แค่ความรู้สึก เพราะในตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ไม่อาจยอมให้ตัวเองทำงานคนเดียว เก่งคนเดียวอีกแล้ว เพราะชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้มีผู้ร่วมชะตากรรมอีก 14 คนที่ต้องดูแล

ก้าวต่อจากนี้ไป ต้องคิดถึงใจทุกคน เมื่อก่อนหัวหน้าทำอะไร แล้วรู้สึกว่าไม่ดี ถ้าถึงเวลาที่ตัวเองต้องทำบ้าง ต้องถามตัวเองเยอะๆ ว่ามันใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำหรือเปล่า มีทางอื่นอีกมั้ย จากเดิมที่เคยรับฟังคนอื่นมากเท่าไหร่ ตอนนี้ต้องรับฟังให้มากกว่านั้นอีกเท่าตัว จำไว้ว่าต้องไม่พาทุกคนลงเหว ทุกคนต้องก้าวไปด้วยกัน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตัวเองสามารถทำผิดได้ แต่ที่สำคัญต้องยอมรับว่าตัวเองผิด จะพี่หรือน้องทุกคนสอน ทุกคนบอกเราได้ ตัวเรานั้นมีความรู้เพียงแค่น้อยนิดกับหน้าที่นี้ เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

สุดท้ายนี้ถึงทุกคนจะไม่ได้เลือกเรา แต่เราก็เป็นคนที่เลือกจะอยู่กับทุกคนเอง ถ้าเมื่อใดทุกคนมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงานกับเราทุกวัน หน้าที่นี้ก็ถือว่าทำสำเร็จแล้ว

แต่ถ้าสับสน หรือหลงทางให้กลับมาที่นี่

Posted by elixer in cool, 0 comments

4 years again

This entry is part 8 of 13 in the series Life log

พึ่งจะครบ 4 ปีการทำงานไป ก็ครบ 4 ปีอีกแล้วสำหรับชีวิตข้าราชการ

หลังจากแล้วไงต่อ จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปปีกว่าแล้ว บางเรื่องที่เตรียมตัวไว้อย่างเช่น การทำผลงานเลื่อนตำแหน่งก็ถึงเวลาที่ต้องทำแล้ว แต่บางเรื่องที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เพราะคิดว่าอีกนานกว่ามันจะเกิดขึ้นอย่าง โรงพยาบาลถูกยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ได้เภสัชกรเพิ่มมากพอจนเปิดงานที่ตั้งใจไว้ได้ ได้ทำงานบริบาลเกือบ 100%  มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น (หลายเรื่องเนอะ)

ทำให้ทางเลือก 3 ทางของการเรียนต่อกลับมาอีกแล้วนั่นคือ

  1. เรียนต่อปริญญาโทสายที่ชอบ (ภม, MPharm, ต้องลาเรียน 2 ปี)
  2. ไปเทรน resident สายที่ชอบเช่นกัน (วภ, BCP, ต้องลาเรียน 4 ปี)
  3. ไม่ต้องเรียนต่อทำงานเก็บประสบการณ์อีก 6 ปี แล้วไปสอบเอาอนุมัติบัตร (อภ, BCP, ไม่ต้องลาเรียน)
ถึงมันจะกลับมาไวกว่าที่คิด แต่กว่าจะได้เลือกจริงๆ ก็อีกตั้ง 2 ปี ดังนั้นต้องกลับมาคิดเรื่องเฉพาะหน้าตอนนี้คือออกแบบระบบงานให้ลงตัว เพราะต่อไปอาจจะไม่ได้ลงมาปฏิบัติงานเองอีกแล้ว (เพราะโดนงานกรรมการซะหลายคณะ) มันหนักใจเหมือนกันที่ต้องวางมือจากงานที่ปั้นมากับมือ แต่ความรู้สึกยึดติดนี้ต้องละให้ได้ อย่างไงชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ดังนั้นเตรียมการเริ่มทำตามความฝันคู่ขนานดีกว่า วะ ฮ่า ฮ่า
Posted by elixer in cool, 0 comments

4 Years

This entry is part 12 of 13 in the series Life log

ปีที่แล้วบอกว่าจะลดเวร ในที่สุดก็ตัดเวรไปแล้ว 1 ที่ รายได้จากค่าเวรลดลงไปตามคาด แต่ก็ได้เงินเดือนที่ปรับเพิ่มมาประมาณ 20% มาทดแทนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไป 1 ปีที่ผมเองก็ไม่เชื่อตัวเองนั่นคือ ผมกลับรักอาชีพเภสัชกรมากขึ้นซะงั้น สาเหตุคงเป็นเพราะได้ลดงานที่บั่นทอนพลังกายลง และได้ทำงานใช้ความคิดมากขึ้น ซึ่งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มันสนุกอะ

ถ้าผมยังสนุกได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทำอาชีพนี้ไปจนตายเลยก็ได้ คอยดูกันอีกทีตอนปีหน้า ตอนผมทำงานครบ 5 ปีนะครับ อาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

Posted by elixer in cool, 1 comment

3 Years

This entry is part 9 of 13 in the series Life log

จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา

จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก

  1. อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง
  2. จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย
  3. ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ
  4. ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้

ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ

ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ

Posted by elixer in cool

Look back 2008

This entry is part 1 of 13 in the series Life log

ถึงแม้ผมจะเริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2007 แต่มันก็เป็นการทำงานแค่ครึ่งปี ส่วนปีที่ทำงานเต็มปีจริงๆ เป็นปีแรกก็คือปี 2008 ที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องดี และไม่ดีผ่านมามากเหมือนกัน

เริ่มจากเรื่องรถก่อนเลยปีที่แล้วฉลองเบญจเพศด้วยการเกิดอุบัติเหตุตอนท้ายปี 2007 ทำให้ต้นปีต้องขี่มอเตอร์ไซต์วันละ 40 กิโลไปทำงานอยู่เกือบครึ่งเดือน หลังจากเหตุการณ์นั้นผมเลยลดความเร็วเฉลี่ยในการขับรถลงไป 20 กม. ต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันก็กลับมาขับเร็วเท่าเดิมอีกแล้ว

พอพูดถึงเรื่องเดินทาง ก็ต้องคิดถึงเรื่องเที่ยวปีนี้ได้เที่ยวจริงๆ แค่ 2 ที่คือ จันทบุรี กับอัมพวา ส่วนพัทยามันเป็นการไปแค่ event หนึ่งเท่านั้น แต่พอรวมๆ กับการไปช็อบปิ้งที่กรุงเทพหลายๆ ครั้งก็ขอรวมคะแนนเป็นพาไปเที่ยว 1 ครั้งแล้วกัน ส่วนบ้านปีนี้ได้กลับ 3 ครั้งจากที่ตั้งใจว่าจะกลับแค่ 2 ครั้ง (บ้านไม่ได้ไกลมากแค่ 400 กิโลเมตร แต่ค่าเสียโอกาสมันสูงกว่าค่าเดินทางหลายเท่าอยู่)

ส่วนการไปประชุมวิชาการนั้นได้ไปตามที่ตั้งใจ 3 ครั้ง และที่ไม่ตั้งใจอีก 1 ครั้ง (โดนหัวหน้าเชิญให้ไป) ซึ่งมันทำให้ผมได้หน่วย CPE มาตุนไว้ได้มากพอที่จะไม่ต้องประชุมวิชาการอีก 1 ปีเต็มๆ เลย เรื่องความรู้ได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ แต่ที่ได้กลับมาทุกครั้งคือไฟที่จะริเริ่มงานใหม่ๆ ที่เห็นเพื่อนๆ พี่เอามานำเสนอในงานประชุม แต่สุดท้ายแล้วพอเวลาผ่านไปผมก็จะถูกงานประจำอันมากมาย ทำให้ผมต้องหมดไฟไปซะเกือบทุกที

ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานฝ่ายอื่น เริ่มมีมากขึ้นแต่ในอัตราที่ช้ามากถ้าเทียบกับคนอื่น (ก็ผมมันคนคุยไม่เก่งนี่) แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีคนจำชื่อผมได้แล้ว (เภสัชกรผู้ชายที่ทำงานกับหอผู้ป่วยมีอยู 2 คน แล้วพยาบาลจะนึกว่าผมเป็นพี่อีกคนตลอดตอนโทรศัพท์มาคุยเรื่องงาน)

เรื่องการขึ้นเวรปีนี้คงเป็นปีที่ทำงานหนักมากๆ และตอนนี้เหมือนจะเจอยอดดอยแล้ว (มั้ง) ขึ้นเวรไปตกเดือนละ 200 ชั่วโมง มากกว่า ชั่วโมงทำงานประจำอีก (180 ชั่วโมง) เดือนที่โหดสุดคือขึ้นเวรดึก 8 เวร ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แค่ทำงานไป 3 วันแล้วก็ต้องอดนอน 1 วันเอง ทำให้ปลายปีได้เจอกับการป่วยยาวกว่าสัปดาห์

ส่วนงานที่เปิดมาตั้งแต่แรกคือการติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยา ยังดีอยู่ แต่ยังไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่นออกมา แต่ก็คิดหัวข้องานวิจัยจากงานนี้ได้หลายอันแล้ว กำลังพยายามดันออกมาให้ได้สักอัน ส่วนงานคลินิกอื่นกำลังพยายามช่วยกันทำกับพี่หัวหน้าห้องอยู่ ตอนนี้ก็หวังว่าเพื่อนร่วมรุ่นมันจะได้ย้ายโรงพยาบาลมาช่วยงานคลินิกอีกแรง

เรื่องสุขภาพอย่างที่เคยเขียนถึงไปแล้วใน sweet diary ก็ต้องปรับตัว และอยู่กับมันอย่างมีความสุข ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องสู้กันต่อไป

เรื่องเก็บเงินเป็นไปตามแผนแต่เงินสดไม่ค่อยมีติดมือเพราะยอดเงินเก็บที่ตั้งไว้สูง เพื่อที่จะได้พอค่าสินสอดภายใน 2 ปี บวกกับเงินที่ต้องส่ง tiida และส่งแม่ ทำให้ปีนี้ไม่ได้ซื้อของฟุ่มเฟือยอะไรเลย นอกจากโทรศัพท์ (Wind เป็นของแฟน ไม่ใช่ของผม ส่วนปากกา กับหนังสือผมไม่ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยครับ) โชคยังดีที่ราคาน้ำมันลงทำให้มีเงินสดเพิ่มขึ้นมาบ้าง

เรื่องความรักก็ยังไปด้วยดี มีกระทบกระทั่งกันบ้างตามประสา แต่มันก็ทำให้รักกันมากขึ้น ดังนันต้องแต่งงานตามแผนให้ได้ จะได้ซื้อบ้าน หรือไม่ก็ขอบ้านพักในโรงพยาบาลซะที

ส่วนบล็อกก็อย่างที่เห็นกัน ช่วงหลังไม่ค่อยว่างเขียนเลย ยิ่ง blognone ยิ่งแล้วใหญ่แทบไม่ได้เขียนข่าวเลย งานเขียนที่วางแผนไว้ก็ยังไม่ได้เขียนเลย มีแต่พล็อต แต่ถ้าลดเวรลงได้เมื่อไหร่ คงจะได้เริ่มซะที

สรุปแล้วเป็นปีที่กลางๆ ไม่แย่ หรือดี แล้วมันก็ทำให้ชีวิตการทำงานในวิชาชีพเภสัชกรของผมเหลืออีกไม่เกิน 8 ปี ตามที่ตั้งใจไว้ ว่าจะทำงานในวิชาชีพให้มากกว่าปีที่ใช้ไปในการเรียน เพื่อให้คุ้มกับงบประมาณที่รัฐต้องอุดหนุนในการเรียนเภสัชของผม ถึงมันจะไม่มาก แต่มันก็เป็นเงินภาษีของคนไทยทุกคน

Posted by elixer in cool