Six years

This entry is part 6 of 13 in the series Life log

หกปีชีวิตการทำงานผ่านไปไวมาก อายุก็เข้าหลักที่สามแล้ว พลังชีวิตก็หดหายไปเยอะตามกาลเวลา

ถึงตอนนี้อยากบอกตัวเองเมื่อสามปีก่อนว่าสามปีข้างหน้านายจะต้องกลับมาทำงานหนักอีกรอบนะ แต่เป็นบทบาทใหม่ที่นายคิดไม่ถึงหรอก

ส่วนตัวเองเมื่อสองปีก่อน (1, 2) นายต้องเลือกทางเลือกที่สามแหละนายไม่มีพลังพอไปเลือกทางอื่นหรอก แล้วก็อย่าคิดว่าความสนุกจะอยู๋กับเราไปตลอด มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนความเบื่อแหละ

และคนสุดท้ายคือตัวเองเมื่อปีก่อน นายทำไม่สำเร็จนายไม่ได้เกิดมาเพื่อทำภารกิจนี้ ถึงนายจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่นายต้องถอยอยู่ดี

อ้าวลืมตัวเองอีกคนเมื่อตอนสามปีก่อนไป career path นายอาจยังไม่จบ งานที่นายคาดไว้นายได้ทำทั้งสามทางเลือกเลย มันฟังดูเหลือเชื่อใช่มั้ย แต่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ แต่นายกำลังกลายเป็นคนนิสัยแบบเตียบ่อกี้ คนแบบที่นายเกลียด

กลับมาปัจจุบัน ผมผ่านหลักชีวิตที่ไม่รู้สึกผิดอะไรกับคณะและอาจารย์แล้ว ถ้าจะออกนอกเส้นทาง เพื่อไปยังจุดหมายอื่น แต่การจะออกไปก็ไม่ใช่ง่าย เพราะชีวิตที่ผ่านมามันผูกพันกับคนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ผมจะตัดเชือกที่ผูกไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจบออกไปได้ แต่กลับมีเชือกเส้นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเส้น ดึงผมไม่ให้ออกไปนอกเส้นทางนี้ และเส้นที่สำคัญที่สุดเส้นที่ออกมาจากตัวผมเอง

สามสิบปีที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า

เวลาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ผมโตขึ้น ถ้าผมไม่พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านมาในแต่ละวัน ผมมันก็แค่คนที่นั่งรอตัวเองแก่แล้วก็ตาย

เงินให้ความสุขได้จริงแต่ถึงจุดๆ หนึ่งความสุขมันจะไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินแล้ว และเงินยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่มันยิ่งซื้อความสุขได้น้อยลง (ความสุขมันแพงขึ้น)

งานเป็นสิ่งที่ต้องทำไปจนตายเพราะถ้าเจองานที่รักแล้ว การเลิกทำอาจเป็นทุกข์กว่า ดังนั้นความฝันของผมไม่ใช่ รวยแล้วออกเที่ยวไปเรื่อยๆ หรอกครับ (เพราะการเที่ยวไม่ใช่งานที่ผมรัก)

สุดท้ายแล้ว Work Life Balance ก็ยังสำคัญที่สุดถ้าเสียสมดุลไป อาจถูกชีวิตใช้จนไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตก็เป็นได้

Almost 5 years

This entry is part 7 of 13 in the series Life log

อีกแค่ 3 เดือนก็จะทำงานครบ 5 ปี แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กอยู่เลย

เด็กที่ไม่รู้ประสา เด็กมีปัญหา เด็กขี้แย เด็กหนีปัญหา

แต่นั้นก็แค่ความรู้สึก เพราะในตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ไม่อาจยอมให้ตัวเองทำงานคนเดียว เก่งคนเดียวอีกแล้ว เพราะชีวิตการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้มีผู้ร่วมชะตากรรมอีก 14 คนที่ต้องดูแล

ก้าวต่อจากนี้ไป ต้องคิดถึงใจทุกคน เมื่อก่อนหัวหน้าทำอะไร แล้วรู้สึกว่าไม่ดี ถ้าถึงเวลาที่ตัวเองต้องทำบ้าง ต้องถามตัวเองเยอะๆ ว่ามันใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำหรือเปล่า มีทางอื่นอีกมั้ย จากเดิมที่เคยรับฟังคนอื่นมากเท่าไหร่ ตอนนี้ต้องรับฟังให้มากกว่านั้นอีกเท่าตัว จำไว้ว่าต้องไม่พาทุกคนลงเหว ทุกคนต้องก้าวไปด้วยกัน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตัวเองสามารถทำผิดได้ แต่ที่สำคัญต้องยอมรับว่าตัวเองผิด จะพี่หรือน้องทุกคนสอน ทุกคนบอกเราได้ ตัวเรานั้นมีความรู้เพียงแค่น้อยนิดกับหน้าที่นี้ เราต้องพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

สุดท้ายนี้ถึงทุกคนจะไม่ได้เลือกเรา แต่เราก็เป็นคนที่เลือกจะอยู่กับทุกคนเอง ถ้าเมื่อใดทุกคนมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงานกับเราทุกวัน หน้าที่นี้ก็ถือว่าทำสำเร็จแล้ว

แต่ถ้าสับสน หรือหลงทางให้กลับมาที่นี่

4 years again

This entry is part 8 of 13 in the series Life log

พึ่งจะครบ 4 ปีการทำงานไป ก็ครบ 4 ปีอีกแล้วสำหรับชีวิตข้าราชการ

หลังจากแล้วไงต่อ จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปปีกว่าแล้ว บางเรื่องที่เตรียมตัวไว้อย่างเช่น การทำผลงานเลื่อนตำแหน่งก็ถึงเวลาที่ต้องทำแล้ว แต่บางเรื่องที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้เพราะคิดว่าอีกนานกว่ามันจะเกิดขึ้นอย่าง โรงพยาบาลถูกยกระดับเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ได้เภสัชกรเพิ่มมากพอจนเปิดงานที่ตั้งใจไว้ได้ ได้ทำงานบริบาลเกือบ 100%  มีแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น (หลายเรื่องเนอะ)

ทำให้ทางเลือก 3 ทางของการเรียนต่อกลับมาอีกแล้วนั่นคือ

  1. เรียนต่อปริญญาโทสายที่ชอบ (ภม, MPharm, ต้องลาเรียน 2 ปี)
  2. ไปเทรน resident สายที่ชอบเช่นกัน (วภ, BCP, ต้องลาเรียน 4 ปี)
  3. ไม่ต้องเรียนต่อทำงานเก็บประสบการณ์อีก 6 ปี แล้วไปสอบเอาอนุมัติบัตร (อภ, BCP, ไม่ต้องลาเรียน)
ถึงมันจะกลับมาไวกว่าที่คิด แต่กว่าจะได้เลือกจริงๆ ก็อีกตั้ง 2 ปี ดังนั้นต้องกลับมาคิดเรื่องเฉพาะหน้าตอนนี้คือออกแบบระบบงานให้ลงตัว เพราะต่อไปอาจจะไม่ได้ลงมาปฏิบัติงานเองอีกแล้ว (เพราะโดนงานกรรมการซะหลายคณะ) มันหนักใจเหมือนกันที่ต้องวางมือจากงานที่ปั้นมากับมือ แต่ความรู้สึกยึดติดนี้ต้องละให้ได้ อย่างไงชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ดังนั้นเตรียมการเริ่มทำตามความฝันคู่ขนานดีกว่า วะ ฮ่า ฮ่า

4 Years

This entry is part 12 of 13 in the series Life log

ปีที่แล้วบอกว่าจะลดเวร ในที่สุดก็ตัดเวรไปแล้ว 1 ที่ รายได้จากค่าเวรลดลงไปตามคาด แต่ก็ได้เงินเดือนที่ปรับเพิ่มมาประมาณ 20% มาทดแทนได้ระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านไป 1 ปีที่ผมเองก็ไม่เชื่อตัวเองนั่นคือ ผมกลับรักอาชีพเภสัชกรมากขึ้นซะงั้น สาเหตุคงเป็นเพราะได้ลดงานที่บั่นทอนพลังกายลง และได้ทำงานใช้ความคิดมากขึ้น ซึ่งมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันตรงที่มันสนุกอะ

ถ้าผมยังสนุกได้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผมอาจจะทำอาชีพนี้ไปจนตายเลยก็ได้ คอยดูกันอีกทีตอนปีหน้า ตอนผมทำงานครบ 5 ปีนะครับ อาจจะเปลี่ยนไปอีกก็ได้ เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง

3 Years

This entry is part 9 of 13 in the series Life log

จากเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานหนักๆ แบบใช้พลังชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ไม่เกิน 3 ปี และประเมินผลงานไปแล้วตอนครึ่งทางรอบนึง ตอนนี้ก็ครบ 3 ปีแล้ว ปรากฎว่าทำได้ตามเป้าหมายตั้งแต่ตอนต้นปีแล้ว คือค่อยๆ ลดชั่วโมงการอยู่เวร โดยเฉพาะเวรดึก เท่าที่มองดูตัวเองอยู่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าลงจากยอดดอยของการทำงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห้นได้ชัดคือ รายได้ที่หายไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เลี้ยงชีวิต และตอบสนองความต้องการของตัวเองได้อยู่ แต่ก็ได้สิ่งที่มีค่าอย่างเวลาคืนกลับมา

จากการเป็นเภสัชกรมาสามปี และมีอายุครบ 27 ปีได้ไม่กี่เดือน เลยลองถามตัวเองว่ายังรักอาชีพนี้อยู่มั้ย ก็ยังตอบว่ารักอยู่ แต่คงไม่ทำจนเกษียณ เพราะอาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมทำแล้วมีความสุขที่สุดเนื่องจาก

  1. อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตการเรียนก่อนอุดมศึกษา เพราะเราพึ่งรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือนก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเอง
  2. จากการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาผมไม่สามารถ ทำให้ตัวเองรักอาชีพเภสัชกรได้มากกว่าตอนเข้าทำงานใหม่เลย
  3. ชีวิตผมไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ เพื่อสนองความต้องการไปตลอดชีวิต ตอนนี้ผมเรียนรู้ที่จะอยู่อย่า่งมีความสุข โดยไม่ต้องใช้เงินมากได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ข้อจำกัดในการประกอบอาชีพลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อน (ไม่ต้องหาอาชีพที่ได้เงินเท่ากับหรือมากกว่าอาชีพเภสัชกร) และ
  4. ตอนนี้ผมค้นพบอาชีพที่ผมอาจจะทำมันไปจนตายได้แล้ว เพียงแต่ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นอาชีพที่ผมรักจริงๆ และเลี้ยงชีวิตผมได้

ดูรายได้ตัวเองตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน แต่คิดดูดีๆ ถ้ายังฝืนทำงานหนักต่อไป เงินที่เก็บได้เยอะๆ คงได้เอาไว้ใช้ซ่อมตัวเองตอนอายุมากแน่ ขอเอาพลังวัยรุ่นที่ไม่รู้ยังเหลืออยู่หรือเปล่ามาทำตามฝันดีกว่า แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังมีฝันครับ

ปล. พี่ที่เคยเขียนถึงตอน half way เขาก็หยุดทำงานหนักพร้อมกันกับผมโดยไม่ได้นัดหมายครับ