Series: Life log

บันทึกชีวิตการทำงาน

10 – Years

This entry is part 2 of 13 in the series Life log

10 ปีกว่า แล้วแต่พึ่งจะได้เขียนถึงชีวิตการทำงานที่ผ่านมาได้ถึง 10 ปี

สิ่งที่เพิ่มมาจากตอนครบ 9 ปีคือ LLB. เป็นนักศึกษาได้ปี 2 ก็เรียนจบเลย แต่ก็ต้องลุยกับ thaibar ต่อ
ทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงที่อ่านหนังสือที่หนักที่สุดในชี่วิตแล้ว และคงหนักแบบนี้ไปอีกปีกว่า
แล้วก็หวังว่าตอนปีที่ 12 คงได้อยู่ในที่ที่วางแผนไว้

ย้อนกลับมาชีวิตเภสัชกร ก็รู้สึกว่ามันท้าทายน้อยลงเรื่อยๆ อะไรที่อยากทำ ก็ทำมาเกือบหมดแล้ว คิดคร่าวๆ ก็เกิน 90% ของที่ฝันไปแล้ว ซึ่งมันยิ่งทำให้สิ่งที่ทำในย่อหน้าแรก ยิ่งคุ้มกับการลงแรง แต่ในที่สุดก็คงอยู่กับวิชาชีพนี้ไปจนตาย แต่อาจลด scope ของการใช้วิชาชีพเหลือแค่ตัวเองกับคนในครอบครัว

ย้อนกลับไปอ่านบันทึกเมื่อตอนทำงานปีที่ 2 ก็ตลกกับตัวเองที่คิดว่าลดเวรได้แล้วจะได้เขียนหนังสือ ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย 555 ส่วนงานวิจัยก็ได้เยอะเกินคาดแล้ว ส่วน 10 ปีตามที่คิดไว้มันเกินไปแล้ว แต่ขออีกหน่อยนะ ไม่นานหรอก

ตอนปีที่ 11 น่าจะมีข่าวดีอีก 1 – 2 เรื่อง

Posted by elixer in cool, 0 comments

9 Years

This entry is part 3 of 13 in the series Life log

ปีนี้เขียนล่วงหน้าก่อนจะครบ 9 ปี เพราะอยากเขียนแล้ว

สถานะตอนนี้ยังคงใกล้เคียงกับปีที่แล้ว เพิ่มเติมคือได้ซี 7 ได้ร้านยาใหม่ และเป็นนักศึกษาปริญญาตรีปี 1

ซึ่งไอ้ที่เพิ่มมาอันสุดท้ายนี่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย และถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ความเบื่อในชีวิตลดลง แต่ก็ต้องแลกกับภาระที่เพิ่มขึ้นซึ่งมันคุ้มนะในตอนนี้ (แต่เรียนอะไรนี่ว่าจะเขียนอีกทีตอนเรียนจบแล้ว) แถมยังช่วยเพิ่มมุมมองใหม่ในการใช้ชีวิตและการทำงานด้วย และที่สำคัญมันคือการหาออกเดินทางหาอาชีพที่จะทำไปจนตายอีกครั้ง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าช่วงวัยนี้ (อายุ 30 – 40 ปี) ควรเลิกล่าฝัน แล้วทำให้ชีวิตมั่นคงดีกว่า ซึ่งมันก็อาจจะถูกหรืออาจจะผิด เพราะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางเดียวกันทุกคน และผมเลือกแล้วที่จะแลกเวลาที่จะใช้ชีวิตสบายๆ 3 – 5 ปี เพื่ออาชีพที่จะทำไปจนตาย เพราะ 9 ปีที่ผ่านมาก็ตอบคำถามของผมในส่วนของอาชีพเภสัชกรทั้งโรงพยาบาล และร้านยาได้เกือบหมดแล้ว

ถ้าก้าวนี้พลาดก็ลำบากแค่ 3 – 5 ปี แต่ถ้าไม่ก้าวออกไป ก็ต้องอยู่กับความฝันนี้ไปตลอดชีวิต พบกันอีกทีปีหน้าครับ

Posted by elixer in cool, 0 comments

Eight years

This entry is part 4 of 13 in the series Life log

ชีวิตการทำงานผ่านไปไวมาก เผลอนิดเดียว 8 ปีแล้ว กับที่ทำงานที่แรก และที่ปัจจุบัน

ตอนนี้ยังเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลตอนกลางวัน เภสัชกรร้านยาตอนกลางคืนเหมือนเดิม แต่เริ่มเหนื่อยกับการนอนดึกทุกวัน บวกกับอยู่เวรดึกแทนแทนภรรยาบ้าง (ไม่ถึงปีละ 5 ครั้ง) อนาคตอาจจะต้องเลือกทำแค่งานเดียวเพราะสภาพร่างกายเสื่อมโทรมตามกาลเวลา และคงไม่ไว้ใจให้ใครมาอยู่ร้านยาแทน

สุขภาพพึ่งผ่านวิกฤตไปตอนต้นปี ได้รู้สึกกลัวตายอีกครั้ง แต่ก็ได้เรียนรู้วิธีรับมือกับโรคประจำตัวของตัวเอง ได้กลับมาวิ่งมาราธอนหลังจากหยุดไปหลายปี ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพตามคาด และทำให้โดนคุณภรรยาบ่นน้อยลง 555

ครอบครัวก็ยังคงเงียบเหงาต่อเพราะยังไม่อยากเหนื่อยเลี้ยงลูก แล้วก็พยายามไปเที่ยวต่างจังหวัด ก่อนจะหมดโอกาสเที่ยว

การทำงานปีที่ 9 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ต้องกลับมารับผิดชอบงานใหญ่อย่างเปิดแผนกบริบาลเภสัชกรรม และมีลูกน้องให้ดูแลอีกแล้ว ถึงจะไม่เยอะเท่าครั้งก่อน แต่ก็คงเหนื่อยกว่าเดิมแน่ ก็หวังว่าแผนกจะอยู่รอดและเติบโตได้ ตามฝันสมัยตอนทำงานใหม่ๆ (เกือบจะทิ้งความฝันนี้ไปแล้ว)

การเปลี่ยนแปลงวิชาชีพ ยังคงไม่มีไอเดียอะไรดีๆ แต่ก็ดีใจที่น้องใหม่เริ่มเลือกทางเดินที่ถูกต้องกันเยอะขึ้น ก็ยังฝันว่าปัญหาแขวนป้ายจะหมดไปก่อนตัวเองตาย

หวังว่าปีหน้าจะมีชีวิตรอดมาเขียนต่อได้อีกนะ

Posted by elixer in cool, 0 comments
Seven years

Seven years

This entry is part 5 of 13 in the series Life log

ตามธรรมเนียมของตัวเองคือ พยายามเขียนอะไรเกี่ยวกับชีวิต และการทำงานอย่างน้อยปีละครั้ง เอาไว้ย้อนกลับมาดูความคิดของตัวเองในแต่ละปี และอีกไม่กี่วันก็จะทำงานครบ 7 ปีแล้ว

ยังคงเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลอยู่ และเป็นเภสัชกรร้านยาควบคู่ไปด้วยเป็นปีที่ 2 พบว่าเหนื่อยน้อยลง เพราะร้านไม่ได้ขายดีมาก มีช่วงให้นั่งเล่นตลอด ไม่เหมือนการอยู่เวรที่แทบจะไม่ได้หยุดพักเลย อีกอย่างไม่ต้องอดนอนอยู่เวรดึกแล้วด้วย (ได้เลิกอยู่เวรดึกไวกว่าที่คิด เพราะพึ่งผ่านหลัก 30 มาได้แค่ปีเดียวเอง)

สุขภาพก็เรื่อยๆ มีปรับเปลี่ยนการรักษาครั้งใหญ่ พร้อมกับได้โรคประจำตัวเพิ่มมาอีกหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ปรับตัวจนใช้ชีวิตกับมันได้แล้ว (นึกย้อนกลับไปตอนเด็กพบว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพแบบหนักๆ ทุก 10 ปี) ได้สัมผัสบรรยากาศเดียวกับพ่อ เพราะต้องไปรักษาที่รพ.เดียวกัน เลยเข้าใจว่าพ่อเหนื่อยมากๆ กับการมารพ.

ย้อนกลับมาเรื่องงาน พบว่างานที่ไม่มีลูกน้อง มันทำให้เราแทบไม่ต้องรับโทรศัพท์นอกเวลางาน ไม่ต้องคอยแก้ปัญหาซ้ำซาก เหมือนเดิมทุกวัน ได้มีเวลาโฟกัสกับงานสำคัญ ได้ลอง implement GTD อีกรอบ โดยลงทุนซื้อ app สมัครใช้ premium app และซื้อหนังสือ หมดเงินไปเกือบหมื่น (พึ่งเริ่มได้สองเดือนยังสรุปไม่ได้ว่าสำเร็จหรือเปล่า) เริ่มเบื่องานโรงพยาบาลนิดๆ แต่ก็ยังทำต่อไป เพราะงานยังมีประโยชน์กับคนไข้ และค่าตอบแทนก็ยังดีอยู่เหมือนเดิม (ถึงแม้รุ่นน้องจะเงินเดือนไล่มาติดๆ แต่พอเราไม่ไปเปรียบเทียบมันก็จบ)

การเปลี่ยนแปลงวิชาชีพ ยังคงไม่มีไอเดียอะไรดีๆ ได้แค่ตัวทำให้ถูกต้อง เป็นตัวอย่างกับน้องๆ แต่ก็ยังไม่อยากถอดใจ เพราะสักวันคงคิดออก เพราะเรามีเวลาอยู่กับวิชาชีพนี้ไปจนตาย

สุดท้ายเรื่องครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะกำลังทำสิ่งที่ตัวเองในอดีค ไม่เคยคิดไว้เลย

Posted by elixer in cool, 0 comments

Six years

This entry is part 6 of 13 in the series Life log

หกปีชีวิตการทำงานผ่านไปไวมาก อายุก็เข้าหลักที่สามแล้ว พลังชีวิตก็หดหายไปเยอะตามกาลเวลา

ถึงตอนนี้อยากบอกตัวเองเมื่อสามปีก่อนว่าสามปีข้างหน้านายจะต้องกลับมาทำงานหนักอีกรอบนะ แต่เป็นบทบาทใหม่ที่นายคิดไม่ถึงหรอก

ส่วนตัวเองเมื่อสองปีก่อน (1, 2) นายต้องเลือกทางเลือกที่สามแหละนายไม่มีพลังพอไปเลือกทางอื่นหรอก แล้วก็อย่าคิดว่าความสนุกจะอยู๋กับเราไปตลอด มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเหมือนความเบื่อแหละ

และคนสุดท้ายคือตัวเองเมื่อปีก่อน นายทำไม่สำเร็จนายไม่ได้เกิดมาเพื่อทำภารกิจนี้ ถึงนายจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่นายต้องถอยอยู่ดี

อ้าวลืมตัวเองอีกคนเมื่อตอนสามปีก่อนไป career path นายอาจยังไม่จบ งานที่นายคาดไว้นายได้ทำทั้งสามทางเลือกเลย มันฟังดูเหลือเชื่อใช่มั้ย แต่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ แต่นายกำลังกลายเป็นคนนิสัยแบบเตียบ่อกี้ คนแบบที่นายเกลียด

กลับมาปัจจุบัน ผมผ่านหลักชีวิตที่ไม่รู้สึกผิดอะไรกับคณะและอาจารย์แล้ว ถ้าจะออกนอกเส้นทาง เพื่อไปยังจุดหมายอื่น แต่การจะออกไปก็ไม่ใช่ง่าย เพราะชีวิตที่ผ่านมามันผูกพันกับคนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ผมจะตัดเชือกที่ผูกไว้ตั้งแต่ตอนเรียนจบออกไปได้ แต่กลับมีเชือกเส้นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเส้น ดึงผมไม่ให้ออกไปนอกเส้นทางนี้ และเส้นที่สำคัญที่สุดเส้นที่ออกมาจากตัวผมเอง

สามสิบปีที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า

เวลาไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ผมโตขึ้น ถ้าผมไม่พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านมาในแต่ละวัน ผมมันก็แค่คนที่นั่งรอตัวเองแก่แล้วก็ตาย

เงินให้ความสุขได้จริงแต่ถึงจุดๆ หนึ่งความสุขมันจะไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเงินแล้ว และเงินยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่มันยิ่งซื้อความสุขได้น้อยลง (ความสุขมันแพงขึ้น)

งานเป็นสิ่งที่ต้องทำไปจนตายเพราะถ้าเจองานที่รักแล้ว การเลิกทำอาจเป็นทุกข์กว่า ดังนั้นความฝันของผมไม่ใช่ รวยแล้วออกเที่ยวไปเรื่อยๆ หรอกครับ (เพราะการเที่ยวไม่ใช่งานที่ผมรัก)

สุดท้ายแล้ว Work Life Balance ก็ยังสำคัญที่สุดถ้าเสียสมดุลไป อาจถูกชีวิตใช้จนไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตก็เป็นได้

Posted by elixer in cool, 0 comments