6 – StrengthsFinder2.0

หลังจากอ่านโพสนี้ก็ไปตามหาหนังสือมาจาก http://nstore.net/ ได้ในราคา 405 บาท

ได้มาก็อ่านจบด้วยเวลานิดเดียวเพราะเนื้อหาที่อ่านได้เลยมีแค่สามสิบกว่าหน้า ที่เหลือต้องทำแบบทดสอบเสร็จก่อนถึงจะอ่านต่อได้ ก็เลยหาเวลาว่างทำ ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมง

แต่พอทำเสร็จแล้วได้สองอันดับแรกเป็น Input กับ Learner ก็รู้สึกว่ามันตรงแฮะ ถึงแม้จะรู้อยู่แล้ว แต่พอได้แบบทดสอบนี้ยืนยันก็ยิ่งรู้สึกยินดีกับจุดแข็งนี้

สิ่งที่ควรทำต่อคือเอาจุดแข็งทั้งหมดไปผูกกับเป้าหมายดูว่าเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และจะพัฒนาอย่างไร ในขณะที่ทำตามเป้าหมายไปด้วย เพราะเบื้องต้นคิดว่าเป้าหมายถูกเลือกมาจากการทำงานเบื้องหลังของจุดแข็งพวกนี้แหละ แค่เลือกไปโดยไม่รู้ตัว ทีนี้พอรู้ตัวแล้วก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม

สรุปแล้ว 405 บาท นี่คุ้มอยู่ ดีกว่าหนังสือ self help ที่เสียเวลาอ่านตั้งนาน แล้วพบว่าได้อะไรเพิ่มมานิดเดียว

5 – Todoist

Todoist เป็นหนึ่งในแอพ todo ที่ผมใช้มานานที่สุด ตอนนี้จะใช้เป็นปีที่ 5 แล้ว แต่กว่าจะมาลงตัวที่แอพนี้ก็ลองเกือบสิบแอพทั้งฟรี และเสียเงิน

สามเหตุผลที่ชอบแอพนี้คือ

  1. ความไม่รก แต่ก็ไม่ขาด สิ่งที่ต้องใช้ก็ยังเข้าถึงได้ตั้งแต่หน้าแรก
  2. multi platform ทำให้ใช้ได้ตลอด เพราะเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ เคยใช้ OmniFocus แล้วเลิกใช้ไปเพราะใช้บนวินโดวส์ กับบนเว็บไม่ได้นี่แหละ
  3. Comment ของ task ที่เก็บข้อความและแนบไฟล์ได้ ทำให้เก็บข้อมูลที่ใช้แค่ช่วงสั้นๆ ไว้ในแอพได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดดูจากเมล หรือจาก evernote

คิดว่าคงใช้แอพนี้ต่อไปอีกนาน ถ้าไม่มีเทคโลยีอะไรที่เปลี่ยนแปลงการใช้โทรศัพท์ไปมากๆ อย่างเช่น wearable device ที่รับคำสั่งจากเสียง และแสดงผลบนพื้นผิวอะไรก็ได้นอกจากที่จอแสดงผล

ปล. Todoist premium ที่ผมใช้ มีค่าบริการ $28.99 / ปี

4 – La casa de papel

La casa de papel หรือ ทรชนคนปล้นโลก เป็นซีรี่ย์ที่ Netflixthai พึ่งเพิ่มเข้ามา ซึ่งตอนแรกคิดว่าเป็นแนวเดียวกับ Ocean eleven ซึ่งมันก็ใช่นะ แต่มีความลึกมากกว่า มีปมเยอะกว่า มีความดราม่าเยอะกว่า เพราะมันมีเวลามากกว่าหนัง ยาวตั้ง 13 ตอน ปาไปสิบกว่าชั่วโมง

ตอนนี้พึ่งดูไปได้แค่สี่ตอน แต่แค่สี่ตอนก็บอกได้แล้วว่าซีรี่ย์เรื่องนี้มันสนุกจริงๆ ควรค่าแก่การดูจนจบ โดยสิ่งที่ชอบตอนนี้คือ

  • ภาษาสเปนทั้งเรื่อง ถ้าอ่านซับไม่ทันนี่งงเลย แต่ได้เปลี่ยนบรรยากาศจากการดูแต่หนังภาษาอังกฤษ
  • นักแสดงหญิงน่ารักทั้งนั้น
  • ความสูสีกันระหว่างฝั่งโจร กับตำรวจ ทำให้ได้ลุ้นตลอด แถมโจรที่มีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่โจรแบบตัวประกอบทั่วไป ทำให้อดเชียร์ฝั่งโจรไม่ได้
  • นักแสดงหลัก หลายคนก็รู้สึกว่าแสดงดีนะ ถึงแม้จะไม่รู้จักเลยสักคน

เดี๋ยวดูจบแล้วค่อยเขียนถึงอีกที คิดว่าไม่เกินอาทิตย์หน้าคงได้ดูจบ

3 – Black Mirror season 4

ช่วงเวลาในวันหยุดอันแสนสั้นส่วนหนึ่งก็หมดไปกับ Black Mirror season 4 ที่ออกมา 6 ตอนเท่าปีก่อน

โดยตอนที่ชอบที่สุดก็คือตอนแรก USS Callister ที่มีความล้อเลียน Star Trek แต่กับเล่นกับประเด็นที่น่าสนใจมากคือ ตัวตนดิจิตอลของเรามีสิทธิอะไรบ้าง ถ้าในอนาคตเราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้เหมือนกับต้นฉบับ เพียงแต่อยู่ในโลกดิจิตอล และมีความคิดอ่านเหมือนกับตัวเรา ตอนนี้ยาวมากเกือบจะเป็นหนังได้เรื่องนึง แต่ก็ชวนติดตามจนจบ

ส่วนตอนที่ชอบรองลงมาคือตอนสุดท้าย Black Museum เพราะมันมีเรื่องย่อยๆ 3 เรื่องในตอน และพอตอนท้ายปรากฏว่าเรื่องย่อยๆ นั้นมันเกี่ยวกับตอนหลักหมดเลย มีความหนังซ้อนหนังดี

ส่วนตอนที่ไม่ชอบเลยคือ Metalhead เพราะดูแล้วประเด็นที่เอามาเล่นเป็นประเด็นที่ถูกคนอื่นเอามาทำหนังนานแล้ว ดูแล้วมีความเป็น Black Mirror น้อยที่สุด

2 – donation

ในปีที่ผ่านๆ มา ผมได้พยายามตั้งเป้าการบริจาคให้ได้ 1% ของรายได้ แต่ก็ไม่เคยถึงเป้าซะที เพราะการกำหนดให้บริจาคทุกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถึงแม้จะกำหนดยอดไว้ตายตัวแล้ว แต่พอถึงเวลาก็มักจะมีข้ออ้างกับตัวเองว่าเดือนนี้ใช้จ่ายไปเยอะแล้ว ขอลดยอดหน่อย

พอดีไปได้แนวทางการเก็บเงินจาก money coach มาอย่างนึง คือหักภาษี 10% กับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยเช่นกินข้าวนอกบ้าน ซื้อกระเป๋าแพงๆ เป็นต้น แต่ผมจะหักภาษีเพื่อไปบริจาคแทน

โดยกิจกรรมที่คิดไว้คือ การซื้อสมุดกับปากกา เพราะที่ผ่านมาเป็นคนที่ใช้ทั้งสองสิ่งนี่ไม่หมด แต่ก็ซื้อมาเพิ่มตลอด เพราะมันเป็นการ shopping therapy ไหนๆ ก็ห้ามซื้อไม่ได้แล้ว ก็คิดภาษีตัวเองเพื่อเอามาเพิ่มยอดบริจาคซะเลย

เดี๋ยวปลายปีต้องมาดูว่าวิธีนี้ได้ผลมั้ย