Thai bar exam prep

หลังจากสอบครั้งแรกผ่านไปแล้วด้วยดี แม้จะผ่านมาแค่ขาเดียวไม่ได้ 2 ขาตามที่หวังไว้ แต่ก็คิดว่าการเตรียมตัวในวันสอบน่าปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้อีก โดยสิ่งที่ทำในวันสอบก็มี

  • ตื่น 6 โมงเช้า
  • เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 10 โมง
  • หากาแฟกินแถวท่ารถแล้วก็นั่งอ่านฎีกาของวิชาที่สอบวันนั้นวนไปเรื่อยๆ จนเที่ยง
  • หาข้าวเที่ยงกิน แล้วก็เดินทางไปสนามสอบ
  • ถึงสนามสอบประมาณบ่ายโมง อ่านฎีกาไปเรื่อยๆ จนบ่ายโมงสี่สิบห้า
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
  • เตรียมอุปกรณ์การสอบ น้ำดื่ม และเสื้อกันหนาว
  • เข้าห้องสอบทันทีที่อาจารย์ให้เข้าได้

จากการสอบสองครั้งที่ผ่านมา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาทีในการทำข้อสอบจนครบสิบข้อ แล้วก็ใช้เวลา 20 นาทีในการตรวจสอบคำผิด สุดท้ายก็จะออกห้องสอบหลังจากเริ่มสอบได้ 3 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับตัวเองคิดว่าโอเคแล้ว เพราะถ้านั่งต่อจนครบ 4 ชั่วโมงอาจจะแก้ไปเรื่อยจากถูกเป็นผิดได้

และส่วนที่คิดว่าจะปรับปรุงคือการนั่งอ่านตอนเช้าควรเปลี่ยนไปหาร้านใกล้ๆ สนามสอบแต่แรกเลย จะได้อ่านทบทวนได้ต่อเนื่องกว่านี้ ส่วนของเอาเข้าห้องสอบคิดว่าคงเอาเข้าไปแค่นี้ ยังไม่คิดเอาของกินเข้าไปด้วย เพราะ 3 ชั่วโมงจะยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่

Black Panther

พึ่งจะได้ดูเพราะรอเรื่องนี้ลง Google play movies (iTune มาก่อนแต่ราคาแพงกว่าเยอะแถมให้ซื้ออย่างเดียว ไม่มีให้เช่า) พอได้ดูก็รู้สึกว่าดีสมกับที่หลายๆ คนรีวิว และทำรายได้ถล่มทลาย

Black Panther ไม่ได้มีแต่พระเอกกับตัวร้ายสู้กันแล้วก็จบ แต่มีการพูดถึงการแบ่งแยกไม่ว่าจะเป็นสีผิว ชนชั้น ความเหลื่อมล้ำ ที่แทรกมาตลอดแม้กระทั่งตอนจบ ซึ่งนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หลายๆ คนชอบรวมถึงผม

ส่วนตัวร้ายอย่าง Killmonger ก็น่าเห็นใจยิ่งกว่า T’Challa จนแอบคิดว่าถ้าสลับสถานะกันตั้งแต่แรก Killmonger อาจจะปกครองวากานด้าได้ดีกว่า T’Challa ซะอีก

ด้วยความที่ถูกสปอยล์มาก่อนจนลืมไปบ้างแล้ว แต่ก็พยายามมองหาประเด็นเหล่านี้ตลอดเรื่อง จนไม่ได้สนใจฉากแอคชั่นเท่าไหร่ ก็ยังรู้สึกว่ามันสนุกอยู่ดี ก็เลยแนะนำสำหรับทุกคนที่ชอบหนังแอคชั่นที่มีมากกว่าการสู้ๆ กันแล้วก็จบ

Review แนะนำ
Black panther (part 1) — Unfair | Black panther (part 2) — Us VS. Them

The Shape Of Water

พอได้มาดูหลังจากออกจากโรงไป 3 เดือน ทำให้รีวิวที่เคยอ่านก็ลืมเกือบหมดแล้ว เลยได้ดูแบบสนุกๆ ไม่ต้องคาดเดาอะไร

โดยตัวหนังก็ไม่มีอะไรมากเป็นเรื่องราวของคนที่แทบจะอยู่ชั้นล่างสุดของสังคมในยุค 60s ได้มีความรักกับมนุษย์ปลา มีตัวร้ายที่ทำร้าย และพยายามฆ่ามนุษย์ปลา มีเพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือ แต่ด้วยบรรยากาศกับเพลงประกอบทำให้ดูได้สนุก โดยไม่ต้องลงลึกไปยังเรื่องชนชั้น การเหยียดผิว เหยียดเกย์ american dream Sexual Harassment สงครามเย็น แต่ก็ทำให้สนุกเพิ่มขึ้นอีกระดับนึงถ้าลงลึกไปยังเรื่องเหล่านี้ด้วย

สรุปแล้วเป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูมากของปีนี้

 

Coffee Capsules Subscription

เรื่องเริ่มจากเมื่อปีที่แล้วมีกาแฟแคปซูลยี่ห้อหนึ่งที่ให้เครื่องชงฟรี เพียงเป็นสมาชิกแคปซูลกาแฟรายเดือนต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือน ด้วยภาพที่สร้างขึ้นมาว่ามีเครื่องชงกาแฟใกล้ๆ ไม่ต้องเดินไปที่ร้าน ชงกินเองได้ทุกวันคงจะดีไม่ใช่น้อยก็เลยสมัครไป

ตัดภาพมาวันนี้ครบ 12 เดือนแล้ว เครื่องชงกาแฟยังใช้ได้ดีอยู่ แต่แคปซูลกาแฟเหลือเป็นร้อย เพราะในความเป็นจริง มันไม่ได้หอมเท่ากาแฟสด และมันทดแทนกาแฟสดไม่ได้ เลยชงเองสลับกับกินที่ร้าน ก็เลยเหลือสะสมในแต่ละเดือน (กาแฟที่ได้มาในแต่ละเดือนจะชงได้ 24 แก้ว)

พอตอนนี้กาแฟหยุดส่งแล้วกองกาแฟแคปซูลคงจะค่อยๆ ลดลงจนหมดไปซักวันหนึ่ง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้ายังไม่มั่นใจกับสินค้าหรือบริการอะไรอย่าพึ่งสมัครสมาชิกนานเป็นปี ถึงแม้ของแถมจะดูคุ้ม หรือส่วนลดจะเยอะก็ตาม