Month: August 2017

Thriving on LESS #6

Look at Large Expenses for the Long Term
หลังจากที่เราจัดการกับรายจ่ายเล็กน้อยได้แล้ว ต่อไปเราจะมาจัดการกับรายจ่ายที่ใหญ่ขึ้น รายจ่ายพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่เราต้องจ่ายกันเป้นประจำอยู่แล้วเช่น ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน เป็นต้น เมื่อเราเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายพวกนี้จะส่งผลต่อการเงินของเรามาก

เราอาจประหยัดเงินได้ปีละหลายพันบาทจากการเลิกดื่มกาแฟ หรือเลิกอ่านนิตยสาร แต่เราสามารถประหยัดเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสนบาท ถ้าคุณซื้อบ้านหรือรถที่ถูกลงกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนรายจ่ายพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้สำเร็จในทันที แต้ในระยะยาวแล้วเราจะสามารถทำมันสำเร็จได้

ตัวอย่างเช่น คุณอยากจะย้ายไปยังบ้านหรือห้องพักที่ถูกกว่าซึ่งคุณไม่สามารถทำได้ภายใน 7 วัน 10 วันแต่ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้าถ้าคุณมองหามันอยู่ตลอด คุณอาจจะมีโอกาสได้เช่าหรือซื้อบ้านที่ถูกกว่า หลังจากนั้นคุณจะได้ย้ายไปตามที่ตั้งใจ และประหยัดเงินได้เป็นหมื่นเป็นแสนบาท

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของรายจ่ายที่คุณอาจจะลองเปลี่ยนแปลงดู


บ้านหรือห้องพักที่เล็กลงกว่าเดิม
นี่อาจเป็นรายจ่ายที่ใหญ่มากสำหรับคนส่วนใหญ่ หลายสิบปีที่ผ่านมาการมีบ้านหลังใหญ่เป็นความฝันของอเมริกันชน แต่เราก็พบแล้วว่าการมีบ้านหลังใหญ่อาจจะทำให้เกิดทุกข์ได้ถ้าเราไม่มีความสามารถที่จะผ่อนมัน เพราะมันทั้งแพงและดูแลรักษายาก และที่สำคัญถ้าเราจำกัดข้าวของในชีวิตให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น บ้านหลังใหญ่ก็อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเรา
ให้เราพยายามมองหาบ้านหรือห้องพักที่เล็กกว่าเดิมและพอเหมาะกับการใช้ชีวิตของเรา จำกัดข้าวของให้เหลือแต่สิ่งที่จำเป็น แล้วเราจะได้มีชีวิตอย่างมีความสุขในพื้นที่ที่เล็กลงกว่าเดิมและประหยัดเงินได้มากขึ้น

เช่าหรือซื้อดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการโต้เถียงกันมายาวนาน แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ไว้การซื้อบ้านไม่ใช่การลงทุนที่ดีเสมอไป ให้เราลองคำนวณดอกเบี้ย ค่าบ้าน ค่าประกันภัย ค่าดูแลรักษาที่เราต้องจ่ายไป แล้วเราจะพบว่าการซื้อมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเช่า ถ้าเราเลือกการเช่าเราจะประหยัดเงิน มีเงินเหลือไปลงทุนในสิ่งอื่นที่ดีและเหมาะสมกว่า

รถที่เล็กและถูกลงกว่าเดิม รถคันใหญ่ราคาแพงเป็นเพียงแค่สิ่งแสดงฐานะ นอกจากราคาที่แพงแล้วยังมีค่าดูแลรักษาจิปาถะอีกมากมาย ให้เราลองมองหารถที่เล็กลงกว่าเดิมเพื่อการประหยัดเงิน

พักอาศัยใกล้แหล่งชุมชนหรือที่ทำงาน
ถ้าเราต้องเดินทางไกลไปที่ทำงานหรือไปในที่ ที่เราต้องไปบ่อยๆ เราจะต้องเสียทั้งเวลาและค่าน้ำมันมากมาย ให้เราลองคิดถึงเวลาและเงินที่เราจะประหยัดได้เมื่อย้ายไปพักอาศัยใกล้ชุมชนหรือที่ทำงาน และยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราอยู่ใกล้ที่ทำงานพออาจจะลองปั่นจักรยานไปทำงานดูก็ได้

ลดสิ่งไม่จำเป็น ค่าสาธารณูปโภคเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งที่ค่อนข้างมาก เราควรประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า ยกเลิกโทรศัพท์บ้านใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แทน

อาหารที่ถูกลง หลายคนอาจจะหมดเงินไปมากมายกับการกินข้าวนอกบ้าน ที่ทั้งแพงและทำลายสุขภาพ (fastfood) จะดีกว่าไหมถ้าเราหันมาทำอาการกินเอง ที่ทั้งถูกและดีต่อสุขภาพ

อยู่ด้วยรถหนึ่งคัน หลายครอบครัวมีรถมากกว่าหนึ่งคัน ซึ่งเราก็รู้กันอยู่แล้วว่ารถเป็นรายจ่ายใหญ่อันดับสองรองจากค่าบ้าน ถ้าเราสามารถอยู่ได้โดยใช้รถเพียงคันเดียวจะช่วยให้เราประหยัดได้มาก

เราอาจจะมีรายจ่ายใหญ่อื่นๆ นอกเหนือจากตัวอย่างข้างต้น ให้เราค่อยๆ ค้นหามัน หาวิธีลดรายจ่ายของมัน ถ้าเราค่อยๆ ทำมันทีละอย่างสะสมไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าทำมันได้ไม่ยากเลย

Posted by elixer in cool

FatCow Hosting Again

จากเดิมที่ได้แนะนำ FatCow hosting ไป ตอนนี้มีโปรโมชันพิเศษคืนเงินให้ 100 เหรียญสหรัฐ ถ้าสมัครผ่านแบนเนอร์ด้านล่าง

affiliate_link

สิทธิพิเศษนี้เฉพาะการสมัครภายในวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้นหลังจากหมดช่วงนี้แล้ว จะคืนให้ในเรตเดิม ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปอ่านที่ FatCow hosting ได้ครับ

ปล. ถ้าสมัครช่วงนี้จะได้เงินคืนประมาณต้นเดือนกรกฎาคมครับ

Posted by elixer in cool

My Short list

จาก Thriving on LESS #2 เลยลองเขียน Short list ของตัวเองออกมาบ้าง อาจจะคล้ายๆ กับของ Leo แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการทำจริงๆ

  • ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว
  • เขียนหนังสือหรือบล็อก
  • อ่านหนังสือ
  • ดูแลสุขภาพ
  • ทำเพื่อคนอื่นโดยเฉพาะเด็กๆ

พอเอา year goal มาเทียบดูก็โอเคทุกข้ออยู่ใน list หมด ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง goal แต่อย่างใด

ใครที่มี short list อยู่แล้วก็เอามาให้ดูกันได้นะครับ อยากเห็นของคนอื่นบ้าง

Posted by elixer in cool

Thriving on LESS #5

Make Small Financial Changes First
ในการจัดการกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เราต้องค่อยๆ จัดการทีละนิด อย่าพยายามจัดการทีเดียวทั้งหมดเพราะมันมีโอกาสน้อยที่จะทำสำเร็จ

เมื่อเราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเราเอง ให้เราเริ่มจากสิ่งเล็กๆ เช่น การไปกินข้าวนอกบ้าน ถ้าคุณออกไปกินข้าวนอกบ้านสัปดาห์ละ 5 ครั้ง คุณอาจจะลองลดความถี่ลงเหลือสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง แล้วลองดูว่าคุณประหยัดเงินได้เท่าไหร่

ให้เราพยายามมองหาพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายก่อนเช่น การไปกินข้าวนอกบ้าน กิจกรรมเพื่อความบันเทิง การซื้อของที่เกินความจำเป็น เคเบิลทีวีที่ไม่ค่อยได้ดู ให้พยายามเปลี่ยนแปลงแค่ทีละ 1 – 2 พฤติกรรม

ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงช้าๆ พร้อมกับปรับชีวิตให้เข้ากับมัน ภายใน 6 เดือนคุณจะพบว่าชีวิตคุณเปลี่ยนไปมาก โดยคุณไม่รู้ตัว ซึ่งมันเป็นผลจากการค่อยๆ เปลี่ยนทีละนิดของเรา

ต่อไปนี้เป็นสิ่งเล็กๆ ที่คุณอาจลองเปลี่ยนแปลงดู

สมาชิกเคเบิลทีวี บางคนอาจจะยอมไม่ได้ถ้าต้องยกเลิกสมาชิกเคเบิลทีวี แต่สำหรับ Leo เขาเลือกที่จะยกเลิกมัน และเปลี่ยนไปเป็นสมาชิกรายการออนไลน์บนเว็บไซต์ที่มีค่าสมาชิกถูกกว่าแทน (ในไทยอาจจะเลือกใช้บริการของเคเบิลท้องถิ่นที่มีราคาถูกกว่าแทน)

การออกไปกินข้าวนอกบ้าน ให้ลองลดความถี่ในการออกไปกินข้าวนอกบ้าน แล้วเปลี่ยนมาทำกับข้าวกินเองที่บ้าน โดยพยายามทำกับข้าวกินเองจริงๆ ไม่ใช่ซื้อกับข้าวข้างนอกมาอุ่นกินที่บ้าน เพราะมันประหยัดได้ไม่มากเท่าไหร่

กิจกรรมเพื่อความบันเทิง หลายคนชอบออกไปดูภาพยนต์ คอนเสิร์ต หรือการแสดงนอกบ้าน ให้ลองหากิจกรรมอื่นที่ให้ความบันเทิงเหมือนกันทำแทน

ดื่มนอกบ้าน เราชอบออกไปดื่มกับเพื่อนข้างนอกใช่มั้ย ลองหากิจกรรมอื่นที่ดีต่อสุขภาพกว่านี้ในการสนุกกับเพื่อน

ขับรถ พยายามขับรถให้น้อยลง และวางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ซื้อของออนไลน์ บางคนอาจจะคิดว่าการซื้อของผ่านเว็บไซต์เป็นการประหยัดค่าเดินทาง แต่อย่าลืมว่ามันทำให้เราตัดสินใจซื้อของไวเกินไปด้วย แนะนำให้ใช้ freeze list สำหรับของที่อยากซื้อผ่านเว็บไซต์ และซื้อของผ่านเว็บไซต์ให้น้อยลง

ซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า การไปเดินห้างสรรพสินค้า เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้เสียเงิน ถ้าไม่ได้อยากซื้อของต้องการแค่เดินเล่น ให้เปลี่ยนไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ชายหาด หรือไปบ้านเพื่อนแทน

กาแฟ ถ้าเราดื่มกาแฟแก้วละ 50 บาททุกวันทำงาน เดือนหนึ่งเราจะต้องเสียเงิน 1,100 บาท ปีหนึ่งเราจะต้องเสียเงิน 13,200 บาท และมันจะมากกว่านี้ถ้าเราดื่มมากกว่า 1 แก้วต่อวัน หรือซื้อขนมกินด้วย

นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือหนังสือ เราอาจจะเปลี่ยนไปอ่านออนไลน์ผ่านเว็บไซต์แทน และอาจไปอ่านที่ห้องสมุด หรือซื้อหนังสือมือสองมาอ่านในกรณีที่ไม่ได้ต้องการเก็บสะสม

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างของสิ่งเล็กๆ ที่เราเปลี่ยนได้ เป็นแนวคิดให้เราเอาไปคิดต่อ ค้นหาพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ควรเปลี่ยนในชีวิตเรา และสิ่งสำคัญที่สุดอย่าพยายามเปลี่ยนมันทั้งหมดในคราวเดียว ให้เปลี่ยนแค่ทีละอย่าง สองอย่างใช้เวลาครั้งละประมาณ 2 สัปดาห์ต่อหนึ่งพฤติกรรม หลังจากนั้นไม่นานเกินรอ เราจะพบว่าเรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้นเป็นหมื่นเป็นแสน

Posted by elixer in cool

Thriving on LESS #4

Focusing on Enough, Not More
เรามีความต้องการอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งความต้องการนี้อาจเกิดจากเพื่อน สิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรมของสังคมเรา

เราอยากมีเงินมากๆ มีข้าวของเยอะๆ อยากได้บ้านหลังโต มีรถขับ มีเสื้อผ้าดีๆ ประสบความสำเร็จ แต่พอได้พวกมันมาแล้วเป็นอย่างไรละ เราไม่เคยพอใจสักที พอเห็นโฆษณาสินค้าใหม่ทั้งคอมพิวเตอร์ รถยนตร์ เสื้อผ้า เราก็เกิดความอยากได้อีก มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะพอใจ เพราะวัฒนธรรมบริโภคนิยมมันปลูกฝังให้เรามีความอยากได้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความรู้จักพอ และวัฒนธรรมนี้มันได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว

มันอาจจะน่าเบื่อ แต่เราลองถามตัวเองดูว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ

“พอ” ไม่ได้หมายความว่าต้องละทุกสิ่งทุกอย่างเข้าป่า บำเพ็ญตนเป็นฤาษี ไม่ได้หมายถึงการมีแค่ปัจจัยสี่คือ ที่อยู่อาศัย อาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม

“พอ” หมายถึงการมีที่ทำให้เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข สำหรับ Leo ซึ่งมีความสุขจากการเป็นนักเขียน เขาจึงต้องการมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์ในห้องสมุดให้ใช้ เพราะ “พอ” สำหรับเขาคือการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา

สำหรับคนอื่น “พอ” อาจหมายถึงความต้องการเครื่องมืออย่าง สมุด ปากกา เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูป “พอ” อาจหมายถึงที่ทำให้เรามีพลังในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จนถึงอาหารที่อร่อยจนทำให้เรามีความสุขเมื่อได้กิน แต่ไม่รวมถึงการกินมาก และเปลืองเกินความจำเป็น

“พอ” อาจหมายถึงการมีรถส่วนตัว ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้มัน แต่บางคนที่ไม่มีครอบครัว มีที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงาน และสถานที่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รถส่วนตัวอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้

“พอ” อาจหมายถึงการได้ดูภาพยนต์ ฟังเพลง ถ้ามันทำให้เรามีความสุข

ต่อไปนี้เป็นวิธีการค้นหาความ “พอ” และนำมันมาใช้กับชีวิตเรา

1. อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันคือสิ่งของ คน หรือกิจกรรม ? คำตอบจะทำให้เรารู้ว่าที่จริงแล้วเราต้องการอะไร ในแง่ของการมีความสุข
2. อะไรจะทำให้เราประสบความสำเร็จ ? เพราะเราไม่ได้ต้องการแค่รอดชีวิตไปในแต่ละวัน แต่เราต้องการประสบความสำเร็จ เก่งในสิ่งที่ทำอยู่ ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เราต้องรู้ให้ได้ว่าเราต้องการอะไร เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ต้องใช้เครื่องมือ และวัตถุดิบอะไรบ้าง
3. อะไรที่จะทำให้เรามีชีวิตรอดได้อย่างไม่ลำบากมากนัก ? เราอาจต้องการเสื้อผ้าที่ใส่สบาย เตียงนิ่มๆ ให้ลองคิดดูดีๆ การมีชีวิตแบบสบายๆ ไม่อาจต้องใช้เงินมากนัก
4. ของที่เรามีอยู่ตอนนี้จำเป็นต่อการมีชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ลำบาก และประสบความสำเร็จหรือไม่ ? ถ้าพบว่าสิ่งไหนมันไม่จำเป็น ก็ควรกำจัดมันออกไป
5. สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ มีอะไรที่มากเกิน “พอ” หรือเปล่า ? เพราะคนส่วนใหญ่มักต้องการสิ่งที่ตนไม่มี เราต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร มันจำเป็นต่อชีวิต “พอ” ของเรามั้ย ทำไมเราต้องการมัน เราสามารถมีความสุขโดยไม่มีมันได้หรือไม่ เราสามารถเลิกต้องการมันได้หรือไม่
6. ถ้าชีวิตเรา “พอ” อยู่แล้วเราสามารถทำงานให้น้อยลงได้หรือไม่ ? บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังหาเงินมากเกินที่จะใช้ เราลองคิดดูว่าระหว่างเงินที่เกินความจำเป็น กับเวลาที่เราจะได้มาหลังจากทำงานน้อยลง อะไรสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตเรามากกว่ากัน

วิธีต่อสู้กับโฆษณา
พลังที่ยิ่งใหญ่พลังหนึ่งที่สร้างความต้องการอันมากมายให้กับเราทุกวันนี้ คือ พลังของโฆษณา มันมีอยู่ทุกที่ทั้งในโทรทัศน์ ป้ายริมถนน ภาพยนต์ ละคร รายการกีฬา เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ข้างรถเมล์ บนเครื่องบิน รถไฟฟ้า กิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้สนับสนุน เราไม่สามารถหนีมันได้เลย

โฆษณาทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก คนทำโฆษณาใช้เวลาเป้นสิบๆ ปีเพื่อเรียนรู้ผลของเทคนิคต่างๆ ในโฆษณาต่อจิตใจผู้คน พวกเขารู้ดีว่ามันมีผลต่อเราอย่างไร อะไรจะทำให้เราอยากซื้อของ พวกเขามีวิธีเป็นล้านวิธี และเราต่างไร้พลังเมื่อเผชิญหน้ากับมัน

หนทางเดียวที่จะชนะมันได้คือ หนีห่างจากมันให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยการบริโภคสื่อให้น้อยลง ปิดโทรทัศน์ ไม่เข้าเว็บไซต์บางเว็บ อ่านนิตยสารให้น้อยลง พยายามไม่สนใจโฆษณา ถึงแม้มันจะฟังดูยาก แต่ถ้าเราพยายามหลีกเลี่ยงได้มากเท่าไหร่ เราก็จะโดนครอบงำจากมันน้อยลงเท่านั้น เมื่อถูกครอบงำน้อยลง เราก็จะเรียนรู้การพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ได้เอง

Posted by elixer in cool