Month: July 2017

Mobile Applications For Physicians

ด้วยจิตใจที่เอนเอียง ทำให้ผมดูยังไงโปรแกรมที่อยู่บน iPhone มันก็น่าใช้ แถมโปรแกรมฟรีที่มีให้ใช้ก็แทบจะครอบคลุมการใช้งานทั้งหมด หรือถ้าอยากได้โปรแกรมที่คุ้นเคยอย่าง lexidrug มาใช้ก็จ่ายเพิ่มอีกไม่ถึงหมื่นก็โอเคแล้ว

Posted by elixer in cool

Smartphone and Healthcare Market

ช่วงนี้มีพี่ๆ หลายคนมาถามอยู่เรื่อยว่าควรใช้ smartphone ตัวไหนดีสำหรับใช้งานทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเรียกใช้ข้อมูลยา การคำนวณเป็นต้น ซึ่งคำตอบผมก็ง่ายๆ เลือกรุ่นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ใช้เยอะๆ ไง (กำปั้นทุบดินมาก) บริษัทที่ผลิตโปรแกรมจะได้ตามไปผลิตโปรแกรมออกมาให้ได้ใช้กันมากๆ จะได้ไม่ต้องเสียใจที่เห็นโปรแกรมที่ต้องการใช้ไปลงบนระบบปฏิบัติการอื่น แต่ไม่มีบนเครื่องตัวเอง

แล้วรุ่นไหนหละที่ใช้กันเยอะ ?
จาก การสำรวจนี้ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่ใช้ iPhone ที่เหลือก็ใช้ Windows mobile, Palm Pre, Google phone และ Blackberry ส่วนเหตุผลหลักในการเลือกใช้คือ โปรแกรมที่มีให้เลือกใช้ เพราะโปรแกรมทางการแพทย์มักไม่มีให้ใช้ครบทุกระบบปฏิบัติการ

ถ้าไม่อยากใช้ iPhone เพราะมันไม่มีคีย์บอร์ดหละ?
Windows mobile รุ่นที่มีคีย์บอร์ดสไลด์ ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า Blackberry เพราะบุญเก่าสมัยที่เป็นเจ้าตลาดนี้ ทำให้มีโปรแกรมให้เลือกใช้มากมาย แต่ในอนาคตอาจจะไม่แน่ถ้านักพัฒนาหนีไปเขียนโปรแกรมให้ iPhone กันหมด

ถ้าให้คาดการณ์คิดว่าในอนาคต iPhone น่าจะเป็นเจ้าตลาดของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ถ้า WM 7 ไม่ได้มีอะไรที่เหนือหรือเทียบเท่า iPhone แล้ว Android ไม่คิดจะบุกตลาดนี้

ส่วนผมตอนนี้รอ ipod touch gen 3 ออกมาก่อนจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะเอา iPhone หรือ iPod touch ดี

Posted by elixer in cool

Hospital pharmacist (7) : Definition of Thai pharmacist career

ช่วงนี้มีเพื่อนคุยเรื่องเรียนต่อเฉพาะทางกันอีกแล้ว ในขณะที่รุ่นน้องนั้นไม่ต้องพูดถึง เริ่มเรียนกันไปแล้ว เป็นเภสัชกรประจำบ้านปี 1 มาบรรยายในงานประชุมกันกันซะหลายคน รวมถึงเพื่อนที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยด้วย

ในขณะที่แพทย์นั้นมี extern, intern, resident, fellow หรือ staff กันมานมนานแล้ว เภสัชกรไทยพึ่งจะเริ่มมีระบบการเรียนต่อเฉพาะทางได้ยังไม่ถึง 5 ปีเลย ซึ่งชื่อเรียกเภสัชกรในแต่ละช่วงจะคล้ายแพทย์ แต่ระยะเวลาที่ใช้เรียน กับสาขาที่มีให้เรียนอาจจะต่างกันบ้าง

เริ่มจากนิสิตเภสัชชั้นพรีคลินิก (pharmacy student, pre – clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ที่มีการเรียนวิชาพื้นฐานสำหรับไว้ใช้ตอนขึ้นเรียนคลินิก

นิสิตเภสัชชั้นคลินิก (pharmacy student, clinic) คือ นิสิตเภสัชชั้นปีที่ 4, 5 และ 6 ที่เป็นการเรียนวิชาสำหรับใช้ดูแลคนป่วย โดยเป็นการเรียนจากคนป่วยจริงๆ และคนป่วยในกระดาษสลับกันไป และในชั้นปีที่ 6 ที่ในบางประเทศเรียกว่า pre – registered pharmacist จะต้องทำงานได้ทุกอย่างได้เหมือนกับเภสัชกร เพียงแต่ยังไม่จบและยังไม่มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งในปีสุดท้ายนี้จะได้ฝึกงานแบบ rotation ไปทำทุกงานที่เภสัชกรต้องทำเป็นช่วงสั้นๆ 1 – 2 เดือน พอทำงานนั้นได้

เภสัชกรโรงพยาบาล (hospital pharmacist) คือเภสัชกรที่ทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ไม่ต้องใช้ทุนแล้ว แต่เป็นการสอบคัดเลือกเข้าไปบรรจุ ต้องทำงานในโรงพยาบาลประมาณ 2 ปี ถึงจะมีสิทธิ์ขอทุนไปเรียนต่อเฉพาะทางได้

อาจารย์เภสัชกร (pharmacy teacher) คือเภสัชกรอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสิทธิ์เรียนต่อเฉพาะทาง และอาจจะมีอัตราการเรียนต่อเฉพาะทางสูงกว่าเภสัชกรโรงพยาบาลด้วย
เพราะในปัจจุบันอาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตรมาจากอเมริกายังมีน้อยถึงขั้นนับคนได้ จึงมีการส่งเสริมให้เรียนต่อกัน เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ผู้สอนต่ออีกทีเพื่อรองรับการเรียนต่อเฉพาะทางที่อาจจะมากขึ้นของเภสัชกรโรงพยาบาลในอนาคต

เภสัชกรประจำบ้าน (pharmacy resident) คือเภสัชกรที่เรียนต่อเฉพาะทางซึ่งปีที่ 1 จะเป็นการฝึกอยู่ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม และในปีที่ 2, และ 3 จะเป็นการฝึกแยกย่อยไปตามสาขาต่างๆ คือ Internal medicine, Pediatics, Nutrition suport, Oncology and Hematology, Infectious disease, Cardiology, Renal disease และ Critical care เป็นต้น

pharmacy fellow คือ เภสัชกรประจำบ้านที่ผ่านการฝึกในปีที่ 4 พร้อมกับทำวิจัยเชิงลึกในสาขาที่เลือกซึ่งต่างกับแพทย์ที่เป็นการเรียนลึกลงไปในสาขาย่อย หรือ minor แต่สำหรับเภสัชกรจะมีแต่สาขา major จึงสิ้นสุดการเรียนเฉพาะทางแค่นี้

Staff คือ อาจารย์ผู้สอนที่มีวุฒิบัตร หรืออนุมัติบัตร เภสัชบำบัด ซึ่งในปัจจุบันเป็นอาจารย์ที่จบมาจากอเมริกา

สรุปแล้วถ้าใครอยากเรียนเภสัชกรจนได้เป็น fellow หรือ staff จะต้องใช้เวลาเรียนประมาณ 6 + (0 – 2) + 4 คือ 10 – 12 ปีนั่นเอง สำหรับผมนั้นผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ครึ่งทางหลังไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปต่อหรือเปล่า (ทำเป็นพูดไป ทำอย่างกับตัวเองอยากเรียนต่อ)

Posted by elixer in cool

Next big goal

อ่านที่คุณขุนอรรถรีวิวหนังสือ “เขาเรียกผมว่า คุณหมอผู้เปลี่ยนโลก” ของนายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องแวะไปที่ร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ซึ่ง B2S ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง วางหนังสือเล่มนี้ไว้แถวสิบอันดับหนังสือขายดี ทำให้หาได้ง่าย

หลังจากได้มาก็ใช้เวลาอ่านถึงสองครั้งจึงจบ เป็นเพราะหนังสือคุณนรินทร์ที่ซื้อมาพร้อมกันก็น่าอ่านเลยอ่านสลับไปมา ทำให้ขาดความต่อเนื่องของอารมณ์ไปหน่อยนึง นี่แหละนะผลของการทำ multi task สุดท้ายก็ให้ผลสู้ทำทีละอย่างหรือ single task ไม่ได้ แต่อย่างน้อยผมก็ห้ามตัวเองไม่ให้ทำ multi task กับสิ่งหนึ่งได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนั่นก็คือ ความรัก

กลับมาเรื่องหนังสือต่อ ภาพรวมผมว่าขุนอรรถเขียนได้ชัดเจนแล้ว แต่ที่ผมสนใจคือ โครงการถุงยาง 100% นี่ ทำให้งานของผมยังเป็นงานที่ทำได้โดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าไม่มีโครงการนี้ผมอาจจะถอดใจกับการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีไปแล้ว เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่มากเกินกำลังบุคลากรอันจำกัดจะรับไหว เพราะทุกวันนี้ขนาดมีโครงการแล้วเภสัชกร 2 คนยังมีเวลาให้ผู้ป่วย 200 คน (ทั้งหมดประมาณ 800 คน) แค่ 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เลย เจ้าหน้าที่ทุกคนก็อยากให้เวลามากกว่านี้เหมือนกันแต่ ภาระงานทุกคนล้นมือหมดแล้ว ก็เลยต้องกัดฟันสู้กันต่อไป รอวันที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง หรือไม่ก็รอวันที่เจ้าหน้าที่ด้านนี้เพิ่มขึ้น เป็นจริงได้สักอย่างก็ดี

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ไฟในการที่จะเปลี่ยนบางสิ่งที่หลายๆ คนคิดว่าใหญ่เกินตัว กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เลยคิดไว้แล้วว่า เป้าหมายอันนี้จะต้องถูกกำหนดขึ้นมาทันที หลังจากเป้าหมายสำคัญที่สุดของปีนี้ผ่านไป เป้าหมายนั้นจะเป็นอะไร คอยติดตามกันต่อไปแล้วกันครับ

Posted by elixer in cool

My patients at Emergency Department

ช่วงนี้อยู่เวรแล้วในหัวเหมือนมีฝ่ายดีกับฝ่ายเลวตีกันในหัวตลอดเวลา

ฝ่ายเลว: มาทำไมกันนี่เป็นแค่นี้ นอนอยู่บ้านก็หายแล้ว
ฝ่ายดี: เห้นใจเขาเหอะ ลองคิดดูถ้าเป็นลูกเรา ไม่ว่าจะหนักจะเบาแค่ไหนก็ต้องพามาอยู่ดีแหละ ถ้ารักษาเองไม่ได้

จบแค่นี้ให้พอเห็นภาพคือ ตอนนี้ช่วงอยู่เวรไม่ว่าคนไข้จะเป็นเคสอะไร ถ้ามองดูแล้วอาการไม่หนัก บวกกับรายการยาที่ต้องจ่ายเกิน 5 รายการ และเป็นยาน้ำนี่จะเกิดเรื่องแบบนี้ในหัวตลอด ก็เลยลองลิสต์ดูคร่าวๆ แบบไม่ต้องดึงข้อมูลออกมาจากฐานข้อมูลของโรงพยาบาล (เพราะขี้เกียจ) ว่าคนไข้ที่มาในแต่ละแผนกมาด้วยอาการอะไรกันบ้าง โดยเริ่มจากแผนกฉุกเฉิน หรือ Emergency room นั่นเอง

– อุบัติเหตุทางถนน นี่แทบจะเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งเลยมั้ง เพราะแทบทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องจ่ายยาให้คนไข้กลุ่มนี้ตลอด ซึ่งมันง่ายมากครับ มีหลักๆ แค่ยาฆ่าเชื้อ กับยาแก้ปวด ซึ่งคนไข้หรือญาติบางคนชอบมีอาการงุนงงหลังรับยา แล้วก็ถามมาว่า “มียาแค่นี้เองหรอ” อืมถ้ามันมียามากกว่านี้ แพทย์ก็คงสั่งให้หมดทุกตัวแหละครับ แต่มันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ครับ ที่รพ. เอกชนจ่ายเพิ่มจากนี้มันเป็นยาเสริม กินหรือไม่กินก็แทบไม่ต่างกันครับ

– ถูกทำร้ายร่างกาย ทะเลาะวิวาท นี่ก็เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ เหมือนกันในแถบนี้ ซึ่งมันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่เลือกพักอยู่ใกล้โรงพยาบาล ยอมขับรถไกลๆ มาทำงาน

– อุบัติเหตุอื่นๆ นี่ก็เยอะใช่เล่นมีทั้งเกิดที่ทำงาน (เขตก่อสร้าง) เกิดที่บ้าน ซึ่งยาที่ได้ก็จะเหมือนๆ กับสองสาเหตุข้างบน เพราะเกิดแผล แขนขาหัก แล้วก็มีการฟกช้ำเหมือนกัน

– สุนัขกัด สำหรับผมที่ไม่เคยถูกสุนัขกัดมาเกือบ 20 ปี ย่อมไม่แปลกที่จะสงสัยว่าทำไมถึงมีคนถูกสุนัขกัดมาโรงพยาบาลกัน แทบทุกวันทุกชั่วโมง ซึ่งคิดดีๆ แล้วเปอร์เซ็นต์ของคนที่ถูกกัดมาเทียบกับประชากรทั้งหมดมันก็ค่อนข้างน้อย แต่เป็นเพราะที่โรงพยาบาลเป็นที่ๆ คนถูกกัดแทบทุกคนต้องมา ผมก็เลยรู้สึกว่ามากันเยอะเอง

– หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก อาการนำแบบนี้ในคนที่ไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือโรคปอด แล้วก็ไม่มีความเสี่ยงนี้ ส่วนใหญ่ก็จะได้ยาที่ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกว่าไม่เห็นมันตรงกับอาการเลย ซึ่งแพทย์น่าจะให้คำตอบแล้ว แต่ญาติบางคนไม่รู้ก็ชอบมาโวยวายว่าโรงพยาบาลหวงยาไม่ยอมให้ยาโรคหัวใจ ยาขยายหลอดลม อืมถ้าโรงพยาบาลหวงยาจริง แล้วที่มารับยากันเป็นกระสอบๆ นั่นผู้มีพระคุณโรงพยาบาลหรอครับ ถ้าเจอแบบนี้ผมมักจะให้ญาติคุยกันเองก่อน เพราะถ้าอธิบายเองแล้วไม่ตรงกับที่แพทย์อธิบายเดี๋ยวจะไปกันใหญ่

ตอนนี้นึกได้ 5 สาเหตุแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่หมด เอาไว้ต่ออีกตอนแล้วกัน

Posted by elixer in cool