Month: March 2017

Motivation

Read this doc on Scribd: lead51

หลังจากที่คิดอยู่ว่าน้องที่จบใหม่ปีนี้ไปทำงานที่ไหนกันหมด ไม่เห็นมาทำงานโรงพยาบาลแถวนี้เลย เลยไปดูที่ระบบจัดสรรตำแหน่ง แล้วก็เจอเอกสารข้างบนนี้ อ่านดูแล้วไม่รู้มันจะจูงใจน้องๆ ได้มั้ย เพราะรายได้ระดับนี้อยู่ในเมืองใหญ่มันก็ได้อยู่แล้ว เว้นแต่เป็นคนพื้นที่คงน่าไปทำอยู่

Posted by elixer in cool

1 liter no Namida (1 Liter of Tears) books

ช่วงนี้กำลังอินกับ 1 Litre of Tears ดูแค่หนังอย่างเดียวไม่พอ อยากได้หนังสือมาอ่านด้วย
หาข้อมูลได้มาว่าหนังสือฉบับภาษาญี่ปุ่นมีตีพิมพ์ิออกมา 3 เล่ม

เล่มแรกชื่อว่า 1 liter no Namida (1 Liter of Tears) เป็นการรวมไดอารี่ที่อายะเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 15 จนถึงช่วงที่ไม่สามารถจับปากกาได้คือที่อายุ 21 ปี แล้วก็มีข้อมูลเรื่องโรค SCD โดยหมอ Yamamoto Hiroko แล้วก็ความรู้สึกของแม่อายะในช่วงสุดท้ายของอายะ เล่มนี้สามารถสั่งซื้อได้จาก YesAsia

เล่มที่สองมีชื่อว่า Inochi no Hado-ru ตีพิมพ์หลังจากอายะตายไปได้ 1 ปี เป็นเรื่องราวในส่วนของแม่อายะเกี่ยวกับการดูแลอายะ และการทำอาชีพผู้ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ

เล่มที่สามมีชื่อว่า Last Letter เป็นการรวบรวมจดหมายของอายะที่ส่งไปให้เพื่อนทั้ง 3 คนในระหว่างที่เธออยู่ในโรงพยาบาล ทั้งเล่ม 2 และ 3 หาจาก YesAsia ไม่เจอ สงสัยจะมีขายแค่ในญี่ปุ่น และอาจจะไม่ได้ตีพิมพ์ซ้ำ เพราะไม่ดังเหมือนเล่มแรก

ทำเป็นลิสต์ไปอย่างนั้นแหละ ได้มาก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ที่อยากได้จริงๆ คือเล่มนี้ต่างหาก

English Translated One Liter of Tears

มีอยู่ 8 ตอนตามนี้

  1. 14 Years Old (1976‐77) – My Family
  2. 15 Years Old (1977‐78) – Illness Creeping Up
  3. 16 Years Old (1978‐79) – The Start of Distress
  4. 17 Years Old (1979‐80) – ”I can’t even sing any more…”
  5. 18 Years Old (1980‐81) – Having Understood the Truth
  6. 19 Years Old (1981‐82) – ”I may not last much longer…”
  7. 20 Years Old (1982‐83) – ”I don’t wat to be beaten…”
  8. 21 Years Old (1983‐84) – For as Long as She is Alive

ไม่รู้ว่าที่ Kinokuniya จะมีขายหรือเปล่า ใครผ่านไป Kinokuniya ฝากถามทีครับ เพราะผมช่วงนี้ยังไม่มีโอกาสได้เข้ากรุงเทพเลย ตอนนี้ก็เลยต้องอ่านฉบับแปลจากภาษาญี่ปุ่น กับฉบับแปลจากภาษาจีนบนเว็บไปพลางๆ ก่อน

อ้อลืมไปมีคนเริ่มแปลเป็นภาษาไทย เห็นแปลได้ 2 ตอนแล้ว ครอบครัวของฉัน กับ ไปตรวจ

Posted by elixer in cool

Medical Terminology Concerto

วิดีโอสอนเรื่องศัพท์แพทย์ พร้อมกับกัดเรื่องนี้ไปในตัว (ดูแล้วจุดประสงค์หลักคงเป็นกัดมากกว่าสอน)

ที่วิดีโอพูดถึงมันก็จริงอยู่ ว่าทำไมต้องใช้ลาติน ในเมื่อมีศํพท์ทั่วไปที่แทนกันได้อยู่แล้ว อันนี้ก็คงต้องไปถามอาจารย์ที่สอนพวกผมมากันอีกที เพราะผมเรียนกันมาแบบนี้แล้ว พอจะพูดถึงโดยไม่ใช้ลาตินก็พาลทำให้งงไปใหญ่ แต่เท่าที่จำได้ในส่วนของวิชาชีพผม อาจารย์บอกว่าที่ต้องใช้ลาตินในใบสั่งยา เพราะไม่อยากให้คนไข้รู้สูตรยา ไม่อยากให้คนไข้อ่านใบสั่งยาเข้าใจ ซึ่งในปัจจุบันก็คงใช้กับเหตุผลนี้ไม่ได้แล้วละ เพราะแค่ค้นอินเทอร์เน็ตก็ได้คำตอบแล้ว

จะว่าไปทุกวันนี้ลาตินที่ใช้ๆ ในใบสั่งยากันอยู่นี่ ผมก็จำคำเต็มได้ไม่กี่ตัว เพราะใช้เป็นคำย่อกันตลอด แต่ถึงยังไงก็ต้องใช้ เพราะมันเป็นภาษาที่สายการแพทย์ใช้สื่อสารกันผ่านใบสั่งยานี่

Paracetamol 2 tab prn, Ibuprofen 1 x 3 pc, Etoricoxib 1 x 1 pc, Kapanol 1 tab prn q 3 hr

สวัสดีครับ จบแบบดื้อๆ แบบนี้แหละ

Posted by elixer in cool

5 Stages of Grief (1 Litre of Tears Case: Ep 5 – 6)

ยิ่งดูก็ยิ่งเศร้าจริงๆ สมแล้วที่เพื่อนบอกว่าหนังเรื่องนี้ “เป็นหนังดีที่ไม่น่าดูซ้ำ” เพราะดูอีกกี่ทีก็ร้องไห้อยู่ดี

ตอนที่ 5 “A disabled person notebook” และ ตอนที่ 6 “Heartless glances”

หลังจากอายะได้ผ่านขั้นสุดท้ายของ Grief ไป ก็ได้เข้าสู่หนทางการใช้ชีวิตหลังการสูญเสีย หรือ “Grief Work” ซึ่ง J. William Worden ได้ให้ความหมายของหนทางนี้ผ่านคำย่อ 1 คำนั่นคือ TEAR โดยอายะได้เริ่มขั้น 1 ของ TEAR หรือ T: To accept the reality of the loss ไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว เพราะการยอมรับใน Grief ก็คือ T นั่นเอง

จากนั้นอายะก็เข้าสู่ E: Experience the pain of the loss รับรู้ความเจ็บปวดของการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ดังใจ เคลื่อนไหวได้ช้า การถูกมองด้วยสายตาเห็นใจจากคนรอบข้าง และการรู้สึกว่าตนสร้างความลำบากให้กับคนรอบข้าง

หลังจากรับรู้ความเจ็บปวดแล้ว ก็ถึง A: Adjust to the new environment without the lost object อายะจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ กับการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ดังใจนี้ให้ได้ เธอเลือกที่จะทิ้งความรัก เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยร่างกายแบบนี้

สุดท้ายแล้วเธอก็ได้ใช้ชีวิตของเธออย่างคุ้มค่า (R: Reinvest in the new reality) ด้วยการช่วยเหลือคนในครอบครัวเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไดอารี่ถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นโรคนี้ของเธอ ที่ถ่ายทอดกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไปให้กับคนนับล้านในโลกนั่นเอง

Posted by elixer in cool