Motivation

Read this doc on Scribd: lead51

หลังจากที่คิดอยู่ว่าน้องที่จบใหม่ปีนี้ไปทำงานที่ไหนกันหมด ไม่เห็นมาทำงานโรงพยาบาลแถวนี้เลย เลยไปดูที่ระบบจัดสรรตำแหน่ง แล้วก็เจอเอกสารข้างบนนี้ อ่านดูแล้วไม่รู้มันจะจูงใจน้องๆ ได้มั้ย เพราะรายได้ระดับนี้อยู่ในเมืองใหญ่มันก็ได้อยู่แล้ว เว้นแต่เป็นคนพื้นที่คงน่าไปทำอยู่

1 liter no Namida (1 Liter of Tears) books

ช่วงนี้กำลังอินกับ 1 Litre of Tears ดูแค่หนังอย่างเดียวไม่พอ อยากได้หนังสือมาอ่านด้วย
หาข้อมูลได้มาว่าหนังสือฉบับภาษาญี่ปุ่นมีตีพิมพ์ิออกมา 3 เล่ม

เล่มแรกชื่อว่า 1 liter no Namida (1 Liter of Tears) เป็นการรวมไดอารี่ที่อายะเขียนไว้ตั้งแต่อายุ 15 จนถึงช่วงที่ไม่สามารถจับปากกาได้คือที่อายุ 21 ปี แล้วก็มีข้อมูลเรื่องโรค SCD โดยหมอ Yamamoto Hiroko แล้วก็ความรู้สึกของแม่อายะในช่วงสุดท้ายของอายะ เล่มนี้สามารถสั่งซื้อได้จาก YesAsia

เล่มที่สองมีชื่อว่า Inochi no Hado-ru ตีพิมพ์หลังจากอายะตายไปได้ 1 ปี เป็นเรื่องราวในส่วนของแม่อายะเกี่ยวกับการดูแลอายะ และการทำอาชีพผู้ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพ

เล่มที่สามมีชื่อว่า Last Letter เป็นการรวบรวมจดหมายของอายะที่ส่งไปให้เพื่อนทั้ง 3 คนในระหว่างที่เธออยู่ในโรงพยาบาล ทั้งเล่ม 2 และ 3 หาจาก YesAsia ไม่เจอ สงสัยจะมีขายแค่ในญี่ปุ่น และอาจจะไม่ได้ตีพิมพ์ซ้ำ เพราะไม่ดังเหมือนเล่มแรก

ทำเป็นลิสต์ไปอย่างนั้นแหละ ได้มาก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ที่อยากได้จริงๆ คือเล่มนี้ต่างหาก

English Translated One Liter of Tears

มีอยู่ 8 ตอนตามนี้

  1. 14 Years Old (1976‐77) – My Family
  2. 15 Years Old (1977‐78) – Illness Creeping Up
  3. 16 Years Old (1978‐79) – The Start of Distress
  4. 17 Years Old (1979‐80) – ”I can’t even sing any more…”
  5. 18 Years Old (1980‐81) – Having Understood the Truth
  6. 19 Years Old (1981‐82) – ”I may not last much longer…”
  7. 20 Years Old (1982‐83) – ”I don’t wat to be beaten…”
  8. 21 Years Old (1983‐84) – For as Long as She is Alive

ไม่รู้ว่าที่ Kinokuniya จะมีขายหรือเปล่า ใครผ่านไป Kinokuniya ฝากถามทีครับ เพราะผมช่วงนี้ยังไม่มีโอกาสได้เข้ากรุงเทพเลย ตอนนี้ก็เลยต้องอ่านฉบับแปลจากภาษาญี่ปุ่น กับฉบับแปลจากภาษาจีนบนเว็บไปพลางๆ ก่อน

อ้อลืมไปมีคนเริ่มแปลเป็นภาษาไทย เห็นแปลได้ 2 ตอนแล้ว ครอบครัวของฉัน กับ ไปตรวจ

Medical Terminology Concerto

วิดีโอสอนเรื่องศัพท์แพทย์ พร้อมกับกัดเรื่องนี้ไปในตัว (ดูแล้วจุดประสงค์หลักคงเป็นกัดมากกว่าสอน)

ที่วิดีโอพูดถึงมันก็จริงอยู่ ว่าทำไมต้องใช้ลาติน ในเมื่อมีศํพท์ทั่วไปที่แทนกันได้อยู่แล้ว อันนี้ก็คงต้องไปถามอาจารย์ที่สอนพวกผมมากันอีกที เพราะผมเรียนกันมาแบบนี้แล้ว พอจะพูดถึงโดยไม่ใช้ลาตินก็พาลทำให้งงไปใหญ่ แต่เท่าที่จำได้ในส่วนของวิชาชีพผม อาจารย์บอกว่าที่ต้องใช้ลาตินในใบสั่งยา เพราะไม่อยากให้คนไข้รู้สูตรยา ไม่อยากให้คนไข้อ่านใบสั่งยาเข้าใจ ซึ่งในปัจจุบันก็คงใช้กับเหตุผลนี้ไม่ได้แล้วละ เพราะแค่ค้นอินเทอร์เน็ตก็ได้คำตอบแล้ว

จะว่าไปทุกวันนี้ลาตินที่ใช้ๆ ในใบสั่งยากันอยู่นี่ ผมก็จำคำเต็มได้ไม่กี่ตัว เพราะใช้เป็นคำย่อกันตลอด แต่ถึงยังไงก็ต้องใช้ เพราะมันเป็นภาษาที่สายการแพทย์ใช้สื่อสารกันผ่านใบสั่งยานี่

Paracetamol 2 tab prn, Ibuprofen 1 x 3 pc, Etoricoxib 1 x 1 pc, Kapanol 1 tab prn q 3 hr

สวัสดีครับ จบแบบดื้อๆ แบบนี้แหละ

5 Stages of Grief (1 Litre of Tears Case: Ep 5 – 6)

ยิ่งดูก็ยิ่งเศร้าจริงๆ สมแล้วที่เพื่อนบอกว่าหนังเรื่องนี้ “เป็นหนังดีที่ไม่น่าดูซ้ำ” เพราะดูอีกกี่ทีก็ร้องไห้อยู่ดี

ตอนที่ 5 “A disabled person notebook” และ ตอนที่ 6 “Heartless glances”

หลังจากอายะได้ผ่านขั้นสุดท้ายของ Grief ไป ก็ได้เข้าสู่หนทางการใช้ชีวิตหลังการสูญเสีย หรือ “Grief Work” ซึ่ง J. William Worden ได้ให้ความหมายของหนทางนี้ผ่านคำย่อ 1 คำนั่นคือ TEAR โดยอายะได้เริ่มขั้น 1 ของ TEAR หรือ T: To accept the reality of the loss ไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว เพราะการยอมรับใน Grief ก็คือ T นั่นเอง

จากนั้นอายะก็เข้าสู่ E: Experience the pain of the loss รับรู้ความเจ็บปวดของการเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ดังใจ เคลื่อนไหวได้ช้า การถูกมองด้วยสายตาเห็นใจจากคนรอบข้าง และการรู้สึกว่าตนสร้างความลำบากให้กับคนรอบข้าง

หลังจากรับรู้ความเจ็บปวดแล้ว ก็ถึง A: Adjust to the new environment without the lost object อายะจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ กับการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ดังใจนี้ให้ได้ เธอเลือกที่จะทิ้งความรัก เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ด้วยร่างกายแบบนี้

สุดท้ายแล้วเธอก็ได้ใช้ชีวิตของเธออย่างคุ้มค่า (R: Reinvest in the new reality) ด้วยการช่วยเหลือคนในครอบครัวเท่าที่จะทำได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไดอารี่ถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นโรคนี้ของเธอ ที่ถ่ายทอดกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไปให้กับคนนับล้านในโลกนั่นเอง