Month: March 2017

last week of november

สัปดาห์แห่งความสงบกำลังจะผ่านพ้นไป เดือนสุดท้ายของปีที่วุ่นวายจะเข้ามาแทน

หลังจากลอยกระทงเสร็จก็จัดสัมภาระสำหรับไปประชุมช่วงกลางสัปดาห์
ไปประชุมมา 3 วันรู้สึกว่างานติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาที่เคยเป็นยาขมสำหรับตัวเอง (เคสที่สรุปว่าแพ้ยาแน่ๆ แทบไม่มี ไหนจะต้องแยกผื่นจากไวรัส กับผื่นแพ้ยาในเด็กอีก) หลังจากฟังบรรยาย และร่วมทำกรณีศึกษากับพี่ๆ ที่คร่ำหวอดงานนี้กว่า 10 ปี รู้สึกว่างานนี้น่าสนใจขึ้นมากมาย ไหนจะวิธีการดูผื่น ที่ไม่ต้องไปเทรนสกินก็พอดูได้ระดับหนึ่ง ไหนจะวิธีการหาสาเหตุการแพ้ยา โดยใช้แนวทางคล้ายๆ SOAP Note ร่วมกับการใช้ time line ลำดับเหตุการณ์ช่วย

กลับมาจากงานประชุมครั้งนี้ ได้ความมั่นใจในการซักแพ้ยามาอีกเยอะ แล้วก็คิดโปรเจคงานคลินิกได้หลายอย่าง คิดแม้กระทั่งจะขอหัวหน้า กับอาจารย์เปิดแหล่งฝึกให้น้องปี 6 เพราะปีหน้าคงต้องเริ่มงานบนหอผู้ป่วยแบบรูทีน ไม่ทำ PRN แบบทุกวันนี้แล้ว ซึ่งงานก็ต้องเพิ่มมาอีกหลายอย่าง ถ้าได้น้องมาช่วยคงจะดี หรือดีกว่านั้นก็รับเภสัชใหม่ที่จบคลินิกมาช่วยสักคน

แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้นได้ คงต้องผ่านเดือนหน้าไปให้ได้ก่อน เพราะ พรพ. จะมาอีกแล้ว (หลังจากเลื่อนมา 2 รอบ) ตอนนี้ทุกคนก็โรยผักชีกันใหญ่ แต่ถึงจะโรยก็อยากให้โรยอย่างมีคุณภาพ เป็นผักชีที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ตอนนี้มีเรื่องให้ตกลงกับหอผู้ป่วยมากมาย จนไม่รู้ว่าจะจำกันหมดได้ยังไง (มีเรื่องทีก็ต้องเอาข้อตกลงมาดูกันที) อะไรที่ตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องยกเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยมาพูดถึงจะยอม (เจ้าหน้าที่สะดวก แต่ผู้ป่วยเสี่ยงมากขึ้นมันก็ไม่ไหว) ทำๆ งานไปเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกร้าวขึ้น เพราะลักษณะงานที่ต้องติดต่อ ประสานงานกับหลายฝ่าย อ่อนไป งานไม่สำเร็จแน่เลย

Posted by elixer in cool

krathong2007

cardkrathong2007

ขอแจมลอยกระทงกับ exteen หน่อย

ส่วนกระทงจริงก็พึ่งไปลอยมากับเธอ คนเยอะมากๆ เลย (ถ้ามันไม่เยอะสิแปลก) เจอเด็กคว่ำกระทงเพื่อเก็บเงินต่อหน้าต่อตา (ลอยในทะเลมันไม่ไปไหนไกลอยู่แล้ว ยังจะมาโดนคว่ำอีก น่าสงสารกระทงจริงๆ) ยังดีพี่ตำรวจน้ำมาไล่ เค้าก็เลยยอมเลิกลา แล้วก็ไปเก็บตรงจุดอื่นต่อ

Posted by elixer in cool

Spam One-liners

spam one-liners

ด้วยเส้นสายลายมือธรรมดา แปรเปลี่ยนสแปมน่าเบื่อในกล่องจดหมาย กลับกลายเป็นงานศิลปะน่าสนใจได้

Spam One-liners

Posted by elixer in cool

ZTD #2

บทที่ 1 ทำไมต้องเป็น ZTD

ตอนแรกระบบนี้จะมีชื่อว่า Simple To Done แต่ตัวย่อ STD มันดูไม่ดี (เป็นชื่อย่อของโรคที่ติตต่อทางเพศสัมพันธ์) จึงเปลี่ยนมาเป็น Zen To Done ที่เข้ากันกับเว็บของผู้เขียนคือ ZenHabits แทน

ZTD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเอาไปใช้ได้ยากของ GTD ซึ่งผู้เขียนแจงออกมา 5 ข้อคือ

  1. GTD เป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหลายๆ อย่างพร้อมกันในคราวเดียว ทำให้คนที่ไม่มีความตั้งใจมากพอ มักจะล้มเหลวกัน ZTD จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการเน้นให้เปลี่ยนอุปนิสัยทีละอย่าง เพื่อให้เกิดความจดจ่อกับสิ่งนั้น จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า และ ZTD ใช้หลักการของการทำอะไรติดต่อกัน 30 วันแล้วสิ่งนั้นจะกลายเป็นอุปนิสัยเอง
  2. GTD ไม่ได้เน้นขั้นตอนการทำ แต่เน้นการดึงความคิดออกมาจากสมอง แล้วจัดการกับมันมากกว่า ทำให้หลายคนมักมาล้มเหลวในขั้นตอนการทำ ZTD เน้นขั้นตอนการทำ วิธีการที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์
  3. GTD ยืดหยุ่นจนดูเหมือนไร้โครงสร้าง หลายคนมีรายการที่ต้องทำครบครับ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ จะเลือกทำสิ่งไหนก่อน ZTD เน้นการวางแผน ให้เรากำหนดสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่ 3 อย่างต่อวัน โดยใช้หลักการเลือกทำสิ่งที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย ที่เราวางไว้มากที่สุด และใช้วิธีการกำหนดงานประจำวัน ที่สามารถทำควบคู่ไปด้วยกันกับ งานในรายการที่ต้องทำ
  4. GTD เน้นการจัดการกับ รายการที่ต้องทำให้หมด ทำให้เกิดความเครียด มากกว่าที่จะลดความเครียดตามวัตถุประสงค์ของระบบ ZTD ให้เลือกทำสิ่งที่สำคัญเพียงแค่ 3 สิ่งต่อวัน ทำให้ความเครียดน้อยกว่า และทำงานออกมาได้ดี
  5. GTD ไม่เน้นเป้าหมายชีวิต ใช้การคิดจากล่างไปบน ทำให้เรามักติดอยู่กับสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบัน ไปไม่ถึงงานที่มีความสำคัญต่ออนาคตสักที ZTD จะใช้วิธีการกำหนดเป้าหมายของวัน สัปดาห์ และปีไว้ เพื่อช่วยในการเลือกสิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างใน 1 วัน

สรุปแล้ว ผู้ที่ใช้ GTD จนคล่องแคล่วแล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ GTD แต่ให้เอาจุดเด่นของ ZTD ไปเสริมความแข็งแกร่งของ GTD แทนได้

Posted by elixer in cool

Blognone community

จากสถานการณ์อันสืบเนื่องมาจาก การประกาศยกเลิกสมาชิกภาพคุณ survivalsin ใน blognone จนเกิดประเด็นร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมได้เรื่องเล่ามาหนึ่งเรื่อง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชุมชนหนึ่งชื่อว่า “บล็อกนั้น” ก่อตั้งด้วยบุคคล 2 คน ช่วงแรกของการสร้างชุมชน มีผู้คนเข้ามาอยู่เป็นจำนวนไม่มาก เนื่องจากชื่อยังไม่ดัง และยังมีชุมชนอื่นข้างเคียง ที่เก่าแก่กว่า และมีชื่อเสียงกว่า

แต่ด้วยความความต่างจากชุมชนเดิมๆ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้ามาอยู่เยอะขึ้น หลายคนตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกของชุมชนนี้ และบางคนตัดสินใจที่จะร่วมพัฒนาชุมชน หรือไม่ก็ถูกชวนให้มาร่วมพัฒนาชุมชน โดยคนกลุ่มนี้ หรือ “ผู้ร่วมพัฒนา” จะดำเนินการพัฒนาิตามแนวทางการพัฒนาชุมชนที่กำหนดโดย “ผู้ก่อตั้ง”

ชุมชนนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเกิดปัญหาการขัดแย้งขึ้นระหว่าง “สมาชิก” ด้วยกัน หรือไม่ก็กับ “ผู้ก่อตั้ง” หรือไม่ก็กับ “ผู้ร่วมพัฒนา” และหลายๆ ครั้งปัญหาจะถูกตัดสินอย่างเด็ดขาดโดย “ผู้ก่อตั้ง” จึงทำให้ สมาชิกกลุ่มเล็กๆ เริ่มเกิดความไม่พอใจ “ผู้ก่อตั้ง” จนบางคนตัดสินใจออกไปจากชุมชน แต่หลายคนก็ยังอยู่ต่อ เพียงแต่มีส่วนร่วมกับชุมชนน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากชุมชนอื่นก็ไม่ได้น่าอยู่ไปมากกว่านี้ จะไปสร้างชุมชนใหม่ก็ไม่มีพลังมากพอ

จนกระทั่งครั้งหนึ่ง เกิดเหตุการณ์พิพาทระหว่างหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา กับหนึ่งในผู้ก่อตั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้ร่วมพัฒนาคนนั้นต้องออกไปจากชุมชน จากการพิพาทครั้งนั้นทำให้สมาชิกทั่วไป และสมาชิกที่ไม่พอใจ “ผู้ก่อตั้ง” ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนต่อเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก เพราะรู้สึกว่าการปกครองชุมชนนี้ เป็นสิทธิ์ขาดของผู้ก่อตั้งเท่านั้น

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้ก่อตั้งจึงได้เปิดชุมชนเบื้องหลัง สำหรับหารือเรื่องแนวทางการบริหาร ปกครอง และพัฒนาชุมชน โดยชุมชนนี้เป็นชุมชนที่เปิดกว้างให้สมาชิกทุกคนเข้าร่วมได้ แต่ในความเป็นจริงมีเพียงแค่ “ผู้ก่อตั้ง” “ผู้ร่วมพัฒนา” และสมาชิกส่วนน้อยที่เข้าร่วม ทำให้การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเสียงของชุมชนจริงๆ ยังคงเป็นการตัดสินใจโดย ผู้ก่อตั้งเป็นหลัก และมีความเห็นจากผู้ร่วมพัฒนาบ้าง

หลังจากผู้ร่วมพัฒนาเยอะขึ้น ปริมาณงานเยอะขึ้น จนคุณภาพลดน้อยลงในบางครั้ง ทำให้สมาชิกบางคนที่รู้สึกไม่ถูกใจกับคุณภาพงาน ได้มีการออกมาบ่นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ในบางครั้ง “ผู้ก่อตั้ง” ก็ออกมาตอบความคิดเห็น โดยแนะนำให้ไปสร้างชุมชนเอง ตามที่ตนต้องการ เพราะชุมชนนี้ไม่ได้เก็บค่าสมาชิกเขา และไม่ได้บังคับให้เขาอยู่ และ “ผู้ก่อตั้ง” เองก็จะเ้น้นทำตามความต้องการ ของปริมาณ และระดับการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน

และแล้ว เหตุการณ์ที่ทุกคนรู้ว่ามันต้องเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ มีสมาชิกคนหนึ่งออกมาพูดเสียดสี “ผู้ร่วมพัฒนา” ค่อนข้างรุนแรง จนสมาชิกอีกคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ออกมาทำการตอบโต้กันไปมา เกิดการกระทบกระทั่งค่อนข้างรุนแรง โดยไม่มีสมาชิกคนอื่นมาเข้าร่วม จน “ผู้ก่อตั้ง” กลัวเหตุการณ์จะบานปลายจึงทำการตัดสินผู้เริ่มเรื่อง ให้ออกไปจากชุมชน แล้วขอความเห็นจากสมาชิกทุกคน

ช่วงแรกก็ไม่ค่อยมีเสียงค้านเข้ามาสักเท่าไหร่ จนผู้เริ่มเรื่องได้กลับเข้ามาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ ในชื่อใหม่แต่ยังคงตัวตนเดิมไว้ ทำให้เสียงค้านเริ่มมากขึ้น ควบคู่กับเสียงเห็นด้วย จนเกิดการแบ่งกลุ่มเป็นผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับก

Posted by elixer in cool