Law

Lawyer exam prep

สอบทนายภาคทฤษฎีมีให้เลือกสอบที่เดียว เลยได้มาสอบที่ม.รามคำแหง หัวหมาก โดยสิ่งที่ทำในวันสอบก็จะคล้ายๆ ตอนสอบเนติ

  • ตื่น 6 โมงเช้า
  • เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 10 โมง
  • หากาแฟกินที่ห้างใกล้ๆ สนามสอบแล้วก็อ่านทบทวนไปเรื่อยๆ จนเที่ยง
  • เดินทางไปสนามสอบ ถึงสนามสอบประมาณเที่ยงครึ่ง แล้วก็หาข้าวเที่ยงกิน
  • เดินไปมา รอเวลา เพราะหาที่นั่งยากมาก
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
  • เตรียมอุปกรณ์การสอบ
  • เข้าห้องสอบทันทีที่อาจารย์ให้เข้าได้

สอบครั้งนี้ใช้เวลามากกว่าที่คิด ใช้เวลาไปประมาณ 3 ชั่วโมงในการทำข้อสอบจนครบ แล้วก็ใช้เวลา 10 นาทีในการตรวจสอบคำผิด สุดท้ายก็จะออกห้องสอบหลังจากเริ่มสอบได้ 3 ชั่วโมง 10 นาที ซึ่งยังโอเคอยู่สำหรับตัวเอง

สำหรับสนามสอบนี้กลับเดินทางง่ายกว่าคิด แต่สอบเนติก็ยังคงไปสอบม.สยามอยู่ดี เพราะการเขียนตอบข้อสอบบนโต๊ะใหญ่ๆ นี่มันดีกว่าบนโต๊ะเลคเชอร์เยอะเลย

Posted by elixer in Law, 0 comments

Thai bar exam prep

หลังจากสอบครั้งแรกผ่านไปแล้วด้วยดี แม้จะผ่านมาแค่ขาเดียวไม่ได้ 2 ขาตามที่หวังไว้ แต่ก็คิดว่าการเตรียมตัวในวันสอบน่าปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมได้อีก โดยสิ่งที่ทำในวันสอบก็มี

  • ตื่น 6 โมงเช้า
  • เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณ 10 โมง
  • หากาแฟกินแถวท่ารถแล้วก็นั่งอ่านฎีกาของวิชาที่สอบวันนั้นวนไปเรื่อยๆ จนเที่ยง
  • หาข้าวเที่ยงกิน แล้วก็เดินทางไปสนามสอบ
  • ถึงสนามสอบประมาณบ่ายโมง อ่านฎีกาไปเรื่อยๆ จนบ่ายโมงสี่สิบห้า
  • เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
  • เตรียมอุปกรณ์การสอบ น้ำดื่ม และเสื้อกันหนาว
  • เข้าห้องสอบทันทีที่อาจารย์ให้เข้าได้

จากการสอบสองครั้งที่ผ่านมา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาทีในการทำข้อสอบจนครบสิบข้อ แล้วก็ใช้เวลา 20 นาทีในการตรวจสอบคำผิด สุดท้ายก็จะออกห้องสอบหลังจากเริ่มสอบได้ 3 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับตัวเองคิดว่าโอเคแล้ว เพราะถ้านั่งต่อจนครบ 4 ชั่วโมงอาจจะแก้ไปเรื่อยจากถูกเป็นผิดได้

และส่วนที่คิดว่าจะปรับปรุงคือการนั่งอ่านตอนเช้าควรเปลี่ยนไปหาร้านใกล้ๆ สนามสอบแต่แรกเลย จะได้อ่านทบทวนได้ต่อเนื่องกว่านี้ ส่วนของเอาเข้าห้องสอบคิดว่าคงเอาเข้าไปแค่นี้ ยังไม่คิดเอาของกินเข้าไปด้วย เพราะ 3 ชั่วโมงจะยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่

Posted by elixer in Law, 0 comments

ทางแยก ก้าวแรก

ผ่านไปแล้ว 1 เดือนกับการตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ แบบกลับตัว 180 องศา แล้วเดินถอยกลับไปทางแยกที่ผ่านมาเมื่อ 15 ปีก่อน เพื่อที่จะก้าวเดินไปอีกทางที่ตอนนั้นไม่เคยแม้แต่จะเหลียวแล

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้วคือตอนปีใหม่งานที่ผมจะทำไปได้ตลอดชีวิตคืองานอะไร ?ทุกๆ ปี ก็ตอบคำถามนี้ได้ตลอด แต่คำตอบดันไม่ตรงกันเกิน 2 ปีสักที เพราะประสบการณ์ในแต่ละปี ภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากงาน ล้วนแต่เปลี่ยนไปมาทุกปี มากบ้าง น้อยบ้าง ก็เลยลองคิดดูสาเหตุอาจเกิดจากการตั้งคำถามไม่ถูกก็ได้ จนได้อ่านเจอ “แนวทาง 6 ข้อ” เพื่อวิเคราะห์ว่างานที่ทำอยู่ใช่อาชีพในฝันหรือไม่ จากหนังสือ จงทิ้งงานไปครึ่งหนึ่ง เมื่อถึงวัย 40 ของ Yoshinori Shimazu

1. ชอบหรือเปล่า ?
2. ถนัดหรือเปล่า ?
3. สนุกหรือเปล่า ?
4. เป็นงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นหรือเปล่า ?
5. เป็นงานที่ถูกต้องหรือเปล่า (เอาเปรียบสังคมหรือเปล่า) ?
6. คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจหรือเปล่า ?

พอลองถามกับอาชีพที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ตอบว่าใช่ถึง 5 ข้อ ซึ่งในหนังสือถือว่าเป็นอาชีพที่เหมาะสมแล้ว แต่พอเอามาถามกับอาชีพที่กำลังจะเปลี่ยนไปทำพบว่ามีความน่าจะเป็นที่จะตอบว่าใช่ได้ถึง 6 ข้อ หรืออาชีพในฝันได้เลย

พอคิดได้ตามนั้นก็เลยเริ่มต้นจากการศึกษาว่าต้องเรียนอะไร สอบอะไรบ้าง ถึงจะไปทำอาชีพนั้นได้ ซึ่งสรุปได้ว่ามี 3 ขั้น โดยขั้นแรก ต้องเรียนปริญญาตรีใหม่เพื่อเอาปริญญาที่ต้องใช้ ซึ่งวิธีที่สะดวกที่สุด และกระทบกับงานประจำน้อยที่สุดคือ เรียนที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือมสธ.นั่นเอง ซึ่งถ้าเรียนตามเกณฑ์ปกติ ก็ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าจะผ่านขั้นแรกไปได้

ก็เลยต้องใช้วิธีลงเรียนโครงการสัมฤทธิบัตรควบคู่ไปด้วย โดยพยายามลงรวมกันให้ครบ 4 ชุดวิชาทุกภาค และพยายามสอบให้ผ่านภายในครั้งเดียว เพื่อที่จะได้ลงเรียนโครงการสัมฤทธิบัตรได้หลายชุดวิชาช่วงสอบซ่อม (โครงการสัมฤทธิบัตรจะลงได้ปีละ 4 รุ่นวันสอบจะตรงกับวันสอบไล่ปกติ 2 รุ่น วันสอบซ่อม 2 รุ่น)

ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนจะสามารถย่นระยะเวลาจาก 3 ปีเหลือแค่ปีครึ่งได้เลย ซึ่งมันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ ถ้าได้มีการวางแผนการเรียนอย่างดี ซึ่งแผนที่ว่านั้นจะใช้ได้มั้ยก็ต้องรอดูกันตอนเดือนพฤษภาคม กับการสอบครั้งแรก

Posted by elixer in Law, 0 comments