ARV counseling

ARV counseling หรืองานจ่ายยาให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี เป็นอีกหนึ่งงานประจำของผม งานจ่ายยาที่ค่อนข้างหนักสำหรับผม เป็นงานที่ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงแต่กลับทำให้ผมได้จ่ายยาผู้ป่วยจำนวนพอๆ กับตอนที่จ่ายยาในห้องยาผู้ป่วยในทั้งอาทิตย์

งานจ่ายยาให้คนผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ต่างกับงานจ่ายยาให้ผู้ป่วยนอกทั่วไป เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความผูกพันกับเจ้าหน้าที่ในคลินิก ทั้งพยาบาล แพทย์ และเภสัชกร เพราะพวกเขาต้องกลับมาที่คลินิกนี้อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งเพื่อติดตามอาการ และรับยา

ผู้ป่วยกลุ่มนี้แบ่งแบบง่ายๆ เป็นผู้ป่วยเก่า และผู้ป่วยใหม่

เริ่มจากผู้ป่วยใหม่ก่อน ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน เพื่อปรับสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะได้เข้าคลินิก และได้มาคุยเรื่องการกินยากับผม

สิ่งที่ผมคุยหลักๆ มีอยู่ 3 เรื่องคือ
1. เวลากินยาที่ต้องปรับให้เข้ากับการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เพราะยากลุ่มนี้ไม่ได้ยึดมื้ออาหารเป็นหลักเหมือนยาทั่วไป หลักสำคัญคือต้องกินยาให้อยู่ในรอบ 12 หรือ 24 อย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิตเช่น เก้าโมง กับสามทุ่ม ซึ่งผู้ป่วยบางคนอาจจะติดเรื่องเวลานอน หรือเวลาทำงานไม่เหมือนปกติ บางคนก็ไม่อยากหยิบยากินในเวลางาน จึงต้องมีการปรับเวลาให้เหมาะสม
2. อาการไม่พึงประสงค์จากยาที่มีมากมาย และเกิดได้ง่ายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงต้องเน้นย้ำให้กลับมาพบแพทย์ และเภสัชกรทันทีที่เกิดอาการผิดปกติ เพราะการหยุดยาเองเป็นการเพิ่มโอกาสในการดื้อยา และอาการที่เกิดบางครั้งก้ไม่ได้เกิดจากยา
3. ความสำคัญของการกินยา เพราะโรคนี้ไม่ใช่หวัด จะกินๆ หยุดๆ ไม่ได้ การตัดสินใจกินยาแล้วต้องพร้อมที่จะกินมันอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต การมีชีวิตไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะในอนาคต อาจจะมีการคิดค้นการรักษาที่รักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

ผู้ป่วยใหม่ที่ผ่านช่วงเวลา 2 สัปดาห์แรกไปได้ ก็จะกลายเป็นผู้ป่วยเก่าสำหรับผม ซึ่งการพูดคุยจะน้อยลงกว่าครั้งแรกค่อนข้างมาก เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนมาก ผมจึงต้องใช้ คำถามหลักช่วยในการหาผู้ป่วยที่มีปัญหาในการใช้ยาออกมา ไม่ว่าจะเป็นการทวนเวลากินยา ชนิดของยาที่กิน ถามถึงสิ่งผิดปกติทีี่เกิดขึ้น เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีปัญหาแบ่งได้เป็นสองกลุ่มอีกคือ กลุ่มที่ไม่ทำตามสามเรื่องที่เคยคุยกับไว้ กับกลุ่มคนที่โชคร้ายร่างกายไม่ตอบสนองต่อยา หรือดื้อต่อยา ซึ่งกลุ่มแรกแก้ปัญหาได้โดยการพูดคุยทำความเข้าใจกันใหม่ แต่กลุ่มหลังต้องใช้การปรับเปลี่ยนสูตรยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วย

ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีสิ่งที่ต้องคอยลุ้นอยู่อีกอย่างคือ ผลการตรวจเลือดวัดภูมิคุ้มกันที่ตรวจทุก 6 เดือน กับจำนวนไวรัสในเลือดที่ตรวจเมื่อสงสัยว่าดื้อยา ซึ่งค่าพวกนี้มันจะเป็นตัวชี้วัดว่ายาได้ผลหรือเปล่า ซึ่งผมมักจะใช้ค่านี้เป็นอีกสิ่งหนึ่งในการแยกผู้ป่วยที่มีปัญหาออกมา

จะว่าไปแล้วผู้ป่วยคนไหนที่ถูกผมชวนคุยมากๆ นั้นถือว่าโชคร้ายเพราะผมต้องคุยเยอะเพราะสงสัยว่ามีปัญหา ส่วนใครที่ผมแทบไม่ชวนคุยเลยถือว่าโชคดี แสดงว่ามีภูมิคุ้มกันสูงมาก และปฏิบัติตัวดีจนผมไม่ต้องห่วง

สรุปแล้วผ่านไปเกือบ 2 ปีหลังจากเริ่มทำงานมา จำนวนผู้ป่วยที่ผมต้องจ่ายยาให้ต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นจากตอนแรกกว่า 50% การรณรงค์ไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือไงนี่

Facebook Comments

2 comments

ผมรู้สึกว่าช่วงนี้รณรงค์น้อยกว่าสมัยผมเมื่อ 13 ปีก่อนอะครับ ไม่รู้จริงหรือเปล่า

vee: สงสัยจะเป็นอย่างนั้นจริง เพราะนอกจาก “ยืดอกพกถุง” ผมก็นึกไม่ออกแล้วว่ามีการรณรงค์อะไรอีกครับ