biological marker

อ่าน Twitter Debate เห็นมีพูดถึงเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณกัน เลยลองยกตัวอย่างทางการแพทย์ี่มีการใช้ตัวชี้วัดกันอย่างเรื่องยาดูครับ

ปกติแล้วการเปรียบเทียบยาในแง่ประสิทธิภาพการรักษาโรค เราจะดูกันที่ผลลัพธ์เป็นหลัก อย่างเช่นโรคเฉียบพลันอย่างสุกใส (chicken pox) เราก็จะดูว่ายาตัวไหนทำให้หายเร็วที่สุด ยาตัวไหนทำให้เกิดการกลับเป็นซ้ำน้อยที่สุด จะเห็นว่าตัวชี้วัดมันตรงไป ตรงมา และมีการยอมรับในวงกว้าง ดังนั้นถ้ามีบริษัทไหนคิดยาใหม่เพื่อรักษาโรคนี้ขึ้นมา แล้วเอาตัวชี้วัดอื่นอย่างเช่น ความพึงพอใจหลังการใช้ยามาวัดแล้วบอกว่ายาตนเองดีกว่า ก็คงไม่มีใครเลือกเพราะตัวชี้วัดนี้อยู่นอกเหนือกรอบที่มีการยอมรับกัน

ทีนี้ถ้าเป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวานที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันละ ตัวชี้วัดแบบโรคเฉียบพลันคงใช้ไม่ได้ เพราะอัตราการหายคงเป็นศูนย์หมด เราจึงใช้ผลลัพธ์สุดท้ายคือ การตายด้วยโรคแทรกซ้อนมาใช้แทน แต่ปัญหามันก็มีอีกตรงที่ผลลัพธ์นี้ต้องใช้เวลานานถึงจะเกิด ต้องรอเป็นสิบปี กว่าจะมียาใหม่ออกมาให้ได้ใช้กันสักตัว

ดังนั้นจึงได้เกิด surrogate outcome (จำคำภาษาไทยไม่ได้แล้ว แต่มันหมายถึงผลลัพธ์ที่อยู่ระหว่างทาง) อย่างเช่น Fasting Blood Sugar หรือ HbA1C ขึ้นมา ซึ่งตัวแปรพวกนี้เราเรียกมันว่า biological marker โดยตัวแปรพวกนี้ใช่ว่าจะแทนผลลัพธ์สุดท้ายกันได้ง่ายๆ เพราะก่อนที่จะมีการยอมรับกัน ต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่ามันสัมพันธ์กับผลลัพธ์สุดท้าย

อย่าง HbA1C ก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าการรักษาระดับให้อยู่ในช่วง 4 – 6 % จะทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลืิอดของผู้ป่วยเบาหวาน ไม่แตกต่างกับคนที่ไม่ได้เป็นโรค ดังนั้นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดทุกตัวที่จะออกมาใหม่ ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ก่อนว่าลดระดับ HbA1C ได้ดีแค่ไหน แล้วค่อยแสดงประสิทธิภาพด้านอื่น เช่นทานน้อยมื้อกว่า ลดไขมันในเลือดได้ เป็นต้น

ส่วนโรคเรื้อรังอื่นๆ ก็มีตัวชี้วัดที่เป็นของตัวเองเป็น biological marker ซะส่วนใหญ่ ยกเว้นมะเร็งที่ตัวชี้วัดดูแล้วโหดร้าย เพราะวัดกันด้วย survival rate เป็น three year บ้าง one year บ้างแล้วแต่ชนิดมะเร็ง

สรุปแล้ว การที่จะวัดได้ หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับความสามารถ หลายๆ อย่างที่ตอนนี้วัดไม่ได้ แต่ในอนาคตอาจมีคนคิดค้นวิธีวัดมันขึ้นมาจนได้ ใครจะไปรู้

แต่ที่สำคัญกว่าจริงๆ คือ กรอบครับ กรอบไม่เหมือนกันก็เทียบกันไม่ได้แล้ว อย่างเช่นการนำยาเข้าโรงพยาบาล กรอบของผู้สั่งใช้ยา (ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย) กับกรอบของผู้จัดซื้อ จัดหายา (ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ราคา ความคุ้มค่า) ก็แตกต่างกันมาก สุดท้ายจึงต้องตกลงกันด้วยโหวต แล้วก็ต้องมีการล็อบบี้ซึ่งเป็นเรื่องปกติในประเทศอเมริกาเรา (เอ๊ะเราอยู่ไทยนี่)

จบครับผมไม่ได้พูดเกี่ยวกับการเมือง ไม่ต้องคอมเม้นต์มานะครับ เปลี่ยนใจแล้ว คอมเม้นต์มาก็ได้ครับ ถ้าตอบได้ผมก็จะตอบ

 

Facebook Comments

3 comments

“มี”การวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์ ที่”จำเป็น”ต้องวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
เช่น การหาสาเหตุของโรคบางโรค ทำอย่างไรจึงจะได้ “ความจริง” จากคนในพื้นที่
ถ้าให้ตอบแบบสอบถาม questionaire ข้อมูลที่ไ ด้ จะเป็นเชิงปริมาณ

ประเด็นที่จะสื่อใน twitter debate คือ
สถานการ์นี้ เรา(คนเ ดียว) “เ ห็นว่า” เชิง คุณภาพ เ หมาะสมกว่า เชิงปริมาณค่ะ (อย่าถามนะ ว่าดีกว่าเท่าไร :P )
แต่ถ้าปฏิเ สธใ นข้อมูลเชิงคุณภาพเ สียแล้ว ไม่มีอะไรจะต่อในประเะด็นนี้อะค่ะ

อาจไม่เกี่ยว แต่ฝากให้อ่านเล่นๆ
nationalhealth.or.th/blog/archives/19
thaihealth.or.th/node/5564
สุขภาพ/สุขภาวะดี != ไม่เป็นโรค

5555 อย่าถามนะว่าดีกว่าเท่าไหร่

nice: เชิงคุณภาพไม่ได้แปลว่าวัดไม่ได้นี่ questionaire ที่ nice ยกตัวอย่างมาก็เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะวัดค่าของสิ่งที่สนใจ กระทั่งงานวิจัยแบบ descriptive ก็ยังมีการนำเสนอข้อมูลที่ได้มาเป็นตัวเลขเลยครับ (สำรวจหมู่บ้านนี้ พบผู้หญิง x คน ผู้ชาย y คน ป่วยเป็นโรคที่สนใจ z คน)

nice น่าจะผ่านโครงการที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของคนไข้มาแล้ว จะเห็นว่าวัตถุประสงค์ที่น่าปวดหัวตัวหนึ่งคือความตระหนัก ที่เมื่อไหร่ก็ตามกำหนดมันขึ้นมา เราจะต้องพยายามหาตัวชี้วัดอะไรก็ได้ ที่สามารถบอกได้ว่าคนไข้มีความตระหนักเพิ่มขึ้น นี่แหละคือความพยายามในการวัดค่าของเราออกมาเป็นตัวเลข ส่วนจะวัดได้หรือไม่ มันขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา เหมือนเรื่องการปวด ที่ทุกวันนี้เรายังใช้ VAS scale ให้คนไข้ขีดเส้นแสดงความปวดอยู่เลย นั่นเป็นเพราะเราไม่สามารถหาตัวชี้วัดที่บอกถึงความปวดได้ดีกว่านี้มาแทนได้ไง

ส่วนลิงค์ที่ให้มาเข้าได้แต่ลิ้งค์ที่สองนะครับ
เรื่องปรัชญาตะวันตก ตะวันออก นี่ผมใช้ควบคู่กันอยู่แล้ว แต่คนไข้เราถูก spoil ด้วยปรัชญาการแพทย์ตะวันตก จนปรัชญาการแพทย์ตะวันออกนี้ใช้ได้ยากแล้วครับ (ยาก แต่ก็ยังทำได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา ความเข้าใจ ความผูกพัน และความเชื่อใจของคนไข้)

iannnnn: ขอบคุณที่มาเยี่ยมครับ ขอยินดีกับงานแต่งงานอีกรอบครับ (อยากแต่งบ้าง จะรีบตามไปครับ)