What's specialist for me ?

เมื่อ 19 เดือนก่อน สนใจจะเรียนต่อด้าน cardiology กับ infectious แต่ด้วยศักยภาพของที่ทำงานในปัจจุบัน ที่ไม่สามารถให้ผมลาเรียนได้นานถึง 4 ปี (สูงสุดที่ขอได้คือให้ลา 2 ปีไปเรียนโท) บวกกับเป้าหมายชีวิตของตัวเองที่รอเวลา 4 ปีนี้ไม่ได้เหมือนกัน ผมเลยต้องเบนมาสนใจด้าน Adverse drug reaction (ADR) หรือการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยา (แพ้ยา) แทน

ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ ขอเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับการต่อเฉพาะทางของเภสัชกรอย่างพวกผมก่อน
การเรียนต่อของเภสัชกรจะคล้ายๆ กับแพทย์คือมีสองสาย

  • สายแรกคือสายเรียน (learn) และวิจัยเพื่อเอาปริญญาโท เอก แบ่งเป็นสาขาต่างๆ ตามวิชาเอกที่เคยเรียนตอนปริญญาตรีเช่น เภสัชวิทยา เภสัชชุมชน เทคโนโลยีเภสัช และเภสัชเวช เป็นต้น
  • สายที่สองคือสายฝึกฝน (train) และวิจัยเพื่อเอาประกาศนียบัตร หรืออนุมัติบัตรซึ่งตอนนี้มีแค่ ประกาศนียบัตรของเภสัชกรเตรียมยาเคมีบำบัด กับอนุมัติบัตรของสภาเภสัชบำบัด

ซึ่งสายที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้คือสายฝึกฝน ที่เก็บประสบการณ์จากเคสที่เจออยู่ทุกวัน บวกกับงานประชุมวิชาการของกลุ่มเภสัชติดตาม ADR (ADCoPT) ที่ active สูสีกับกลุ่มเภสัชกรสาขาโรคมะเร็ง (GTOPP) เพียงแต่ยังไม่มีการออกประกาศนียบัตรเฉพาะของกลุ่มออกมาเหมือน GTOPP

ตอนนี้ก็เลยต้องหวัง อนุมัติบัตรของสภาเภสัชบำบัดแทน ซึ่งการได้มาก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะคนที่ได้มาตอนนี้ก็มีแต่อาจารย์ที่จบบอร์ดจากอเมริกา กับพี่ๆ ที่มีประสบการณ์งานโรงพยาบาลสิบกว่าปีขึ้นทั้งนั้น ส่วนรุ่นพี่ที่เข้าฝึกในหลักสูตร 4 ปีก็พึ่งผ่านไปได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น สงสัยผมคงต้องรออย่างน้อย 10 ปีเหมือนกัน

แต่ถึงไม่มีอนุมัติบัตร ก็ใช่ว่าจะทำงานด้านนี้ให้ดีไม่ได้ ตอนนี้เลยฝึกฝนให้มาก ดูเคสให้มาก คุยกับคนไข้ให้มาก เพื่อเปลี่ยนจุดด้อยของผมคือการคุยกับคนไข้ให้เป็นจุดแข็งให้ได้ เพราะเภสัชกรอย่างผมไม่มีสิทธิ์ตรวจร่างกายเหมือนแพทย์ (ถึงตรวจได้ก็ทำไม่เป็น) การได้ข้อมูลจากคนไข้เกิด ADR ที่ไม่ค่อยมีค่า lab อะไรมาช่วย จึงต้องพึ่งการสัมภาษณ์ประวัติมากถึงมากที่สุด

คำตอบของชื่อเอนทรี่นี้ หลังจากสรุปความคิดตนเองได้ออกมาแบบนี้ครับ

My specialist is ADR Specialist.

ปล. จริงๆ แล้วมีอีกสาขาหนึ่งที่พยายามจะฝึกเพียงแต่ตอนนี้พึ่งเริ่มทำ ยังไปได้ไม่ไกลเท่างานติดตาม ADR ตอนนี้เลยตั้งเข็มมุ่งไว้ที่งานติดตาม ADR อย่างเดียวก่อน

Facebook Comments