Chew before swallowing

ยานี้ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน

สงสัยกันมั้ย ว่าทำไมยาพวกนี้ต้องเคี้ยวก่อน กลืนไปเลยไม่ได้หรือไง มันจะไปอุดตันในลำไส้หรืออย่างไร

บางคนอาจจะบอกว่า การเคี้ยวทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีไง ใช่แล้วครับ แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะยาส่วนใหญ่ที่ต้องการให้มันแตกตัวที่กระเพาะอาหาร มันจะแตกตัวได้ดีอยู่แล้ว โดยเราไม่ต้องช่วยมันโดยการเคี้ยวแต่อย่างใด แต่ที่เราต้องเคี้ยวเพราะคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างจากยาทั่วไป และความจำเป็นต่อการออกฤทธิ์ของยา ซึ่งผมจะอธิบายทีละตัว

เริ่มจากยาเม็ดลดกรดที่มีหลากหลายยี่ห้อที่คุ้นๆ กันก็ Mag77 หรือ Antacil tab ซึ่งยาพวกนี้ออกฤทธิ์โดยการ neutralize กรดในกระเพาะอาหาร ทำให้ pH ในกระเพาะสูงขึ้น อาการปวดท้องจึงทุเลาลง ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันขึ้นกับพื้นที่ผิวของยาที่สัมผัสกับของเหลวในกระเพาะอาหาร การเคี้ยวให้ละเอียดจึงเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของอนุภาคยาให้ ใกล้เคียงกับยาน้ำลดกรดที่อยู่ในรูปแบบอนุภาคแขวนตะกอนอยู่ในน้ำ แต่ถึงเราจะไม่เคี้ยวมัน มันก็ยังออกฤทธิ์ได้อยู่ แต่อาจไม่ดีมากเท่ากับยาที่ถูกเคี้ยวจนละเอียดแล้ว และยังออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าด้วย

ยาตัวต่อไปคือ ยาแก้ท้องอืดที่คุ้นเคยกันในชื่อการค้า Air-X หรือชื่อสามัญคือ Simeticone ยาตัวนี้ออกฤทธิ์ลดแรงตึงผิวในกระเพาะอาหาร ทำให้แก๊สในกระเพาะอาหารรวมตัวกัน และถูกขับออกมาทำให้หายจากอาการท้องอืดได้ ซึ่งการออกฤทธิ์ของมันก็ขึ้นกับพื้นที่ผิวเหมือนยาเม็ดลดกรดเลย ดังนั้นเราจึงต้องเคี้ยวเพื่อให้มันออกฤทธิ์ได้ดี และเร็วเช่นเดียวกัน

ต่อไปเป็นยาเก่าแก่อย่าง Aspirin ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศบางเรื่องเคี้ยวกัน แต่ในไทยไม่ยักกะมีใครเคี้ยว เว้นแต่ว่าคุณกำลังเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด คุณถึงจะได้รับ Aspirin ขนาด 300 หรือ 325 mg ไปเคี้ยวเพราะมันจะช่วยให้ลิ่มเลือดที่อุดตันสลายตัวได้เร็วกว่าการกลืนลงไปตามปกติหลายนาทีอยู่ ซึ่งมันช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยลงได้ไม่ใช่น้อย แต่ที่เราเห็นดาราในหนังต่างประเทศเคี้ยวนะ เค้าหวังผลให้มันลดอาการปวดได้เร็วขึ้นนะ ไม่ใช่กินไปสลายลิ่มเลือด

ยาอีกตัวที่จะเขียนถึง คงไม่มีใครอยากกินถ้าไม่จำเป็น เพราะมันคือหนึ่งในยาต้านเชื้อเอชไอวีชื่อว่า Didanosine ยาตัวนี้สร้างความลำบากกับผู้ป่วยในประเทศไทยในอดีต เพราะเนื่องจาก patent ทำให้องค์การเภสัชกรรม (GPO) ไม่สามารถผลิตยานี้ในรูปแบบเม็ดได้ ทำให้ต้องใช้ในรูปแบบผงละลายน้ำซึ่งรสชาติแย่มาก ผสมกับน้ำผลไม้ก็ไม่ได้เพราะกรดจะทำลายยา (ต่างประเทศแนะนำให้ใช้ clear apple juice) ผสมกับน้ำหวานก็ไม่ได้อีกเพราะน้ำตาลจะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมาทำลายยา ผู้ป่วยจึงต้องผสมกับน้ำเปล่าล้วนๆ ซึ่งรสชาติแย่แค่ไหนไม่รู้ แต่ผู้ป่วยบอกว่ามันแย่มากยังกับอ้วก

แต่ปัจจุบันนี้ GPO สามารถผลิตในรูปแบบเม็ดบัฟเฟอร์ได้แล้ว ทำให้รสชาติไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ผู้ป่วยต้องเคี้ยวยาเพื่อให้บัฟเฟอร์ออกฤทธิ์สะเทิ้นกรดทันทีที่ตกสู่กระเพาะ ยาจะได้ไม่ถูกทำลายโดยกรด เพราะถ้ารอเม็ดยาแตกตัวเองกว่าบัฟเฟอร์จะทำงานยาก็คงถูกทำลายไปกว่าครึ่ง ดังนั้นจึงต้องเคี้ยวกันต่อไป จนกว่าจะมีเงินซื้อยารูปแบบล่าสุดที่ไม่ต้องเคี้ยวแต่มีราคาสูงกว่า

จริงๆ แล้วยาที่ต้องเคี้ยวมีอีกหลายตัวเช่น fluoride เม็ด หรือ nitroglyceride chewable tab เป็นต้น แต่ยาพวกนี้มีการใช้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีของการออกแบบรูปแบบยา ทำให้มียารูปแบบอื่นที่สะดวกในการใช้มากก
ว่า

แต่ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าอย่างไร การรักษาตัวเองให้แข็งแรง ไม่ต้องกินยาพวกนี้เป็นดีที่สุดจากใจเภสัชกรที่เกลียดการกินยาครับ

Facebook Comments

2 comments

wth i can’t read that i am english wat ever language is that

Rachanont

cathy: pleae try google translate