My transportation cost

เห็นคุณแพทเขียนเรื่อง cost of transportation เลยลองคิดของตัวเองบ้าง

ทุกวันนี้ไปทำงานโดยการขับรถอย่างเดียว เลยคำนวณง่ายหน่อย
– ใน 1 เดือนไปทำงาน full time ประมาณ 24 วันต่อเดือน เป็นระยะทางประมาณ 18.8 x 2 x 24 = 902 กิโลเมตร (อ้างอิงจาก My journey)
– ไปทำงาน part time ประมาณ 10 วันต่อเดือน เป็นระยะทางประมาณ 9 x 2 x 10 = 180 กิโลเมตร
รวมระยะทางประมาณ 1082 กิโลเมตร เผื่อรถติด เผื่อวนหาที่จอดรถรวมเป็น 1100 กิโลเมตรแล้วกัน

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยของ My Tiida ที่เก็บบันทึกไว้ปีที่แล้วอยู่ที่ 2.05 บาทต่อกิโลเมตร คิดเป็นเงินก็ประมาณ 2,255 บาท แต่หลังจากน้ำมันปรับราคาขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยของ 2 เดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.25 บาทต่อกิโลเมตร คิดเป็นเงินก็ประมาณ 2,475 บาท เพิ่มขึ้นมา 220 บาท เฉลี่ยวันละ 7 บาทกว่า

ดูแล้วโครงการซื้อจักรยานขี่ไปทำงาน คงต้องรอไปก่อน ด้วยระยะทางที่ไกลใช่เล่น บวกกับความอันตรายของถนนสุขุมวิทช่วง ศรีราชา – พัทยา ไหนจะต้องไปอาบน้ำใหม่ที่โรงพยาบาลอีก เพราะกว่าจะถึงคงเหงื่อโชกเต็มตัว

สงสัยต้องรอค่าน้ำมันแตะลิตรละ 50 บาทก่อนค่อยลองคิดดูอีกที

Facebook Comments

7 comments

เรื่องอาบน้ำไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่หรอกครับ แต่เรื่องอันตรายนี่แหละที่กลัว ขนาดขับรถยนต์สายนี้มาได้ปีนึง ยังรู้สึกเสียวๆ อยู่เลย อีกอย่างผมเคยแต่วิ่งไกลๆ แต่ปั่นจักรยานระยะทางประมาณนี้ยังไม่เคยเลย อย่างเก่งก็ปั่นอยู่แค่ 2 – 3 กิโลเมตร ไม่รู้ว่าปั่นจริงๆ จะไหวหรือเปล่าครับ

ไปอ่านบล็อกคุณ merf มา ชักเริ่มมีไฟอยากจะลองปั่นจักรยานไปทำงานดูซะแล้ว แต่รอหมดหน้าฝนก่อนแล้วกัน

merf (ตัวจริงเสียงจริง)

เอาเลยครับ ผมปั่นจักรยานไปทำงานวันแรก ก็ไม่รีบรออะไรเลยครับ
เข้าไปร้านจักรยาน บอกความต้องการให้เจ้าของร้านฟัง พร้อมทั้งงบ
เจ้าของร้านแนะนำมาให้

รุ่งวันปั่นไปทำงานเลย ตอนนั้น ลาดพร้าวรถติดมาก
เฉลี่ยเวลาปั่นกับนั่งรถตู้ ใช้เวลาเดินทางห่างกันนิดเดียว (จักรยานช้ากว่า)
แต่นั่นก็เพราะว่า ตอนนั้นผมปั่นวันแรก ยังไม่ชำนาญคุ้นเคยบนถนนลาดพร้าว
ส่วนใหญ่แล้วก็ปั่นบนทางเท้ามากกว่า ปั่นเรื่อย

แต่พอปั่นซักพัก (3 เดือนขึ้นไป) ก็เลยรู้แล้วว่าตรงไหนควรลงถนน
ตรงไหนควรขึ้นทางเท้า ตรงไหนควรเข้าเลนใน (หมายถึงเลนในสุด ช่องที่ติดกับเกาะกลาง)
ทำให้ ใช้เวลาน้อยกว่าเดิมลงไปอีกเยอะ ถึงขนาดว่า ใช้เวลาน้อยกว่ารถโดยสารก็ว่าได้

ทุกวันนี้ย้ายไปตามไซด์งาน ก็ยังคงปั่นจักรยานอยู่อย่างที่หมออ่านน่านแหละครับ
ค่า น้ำมัน เห้นแล้วเจ็บใจมาก มัดมือชกจริงๆเลย
ขนาดเติมมอไซด์ขับไป-กลับนะ (จอมเทียน-กระทิงลาย)
ตกแล้วยังวันละ 50 บาทเลยครับ แล้วรถยนต์จะปาเข้าไปเท่าไหร่กันล่ะครับ …

โอ้โหคุณ merf ตัวจริงมาตอบให้เลย ขอบคุณมากครับ

ไหนๆ ก็มาแล้วงั้นขอคำปรึกษาเลยนะครับ
– ในพัทยานี่ มีร้านจักรยานไหน แนะนำบ้างครับ
– แล้วนอกจากรถนี่ต้องใช้อะไรเพิ่มอีกครับ เช่น หมวกนิรภัย รองเท้า หรือชุดสำหรับปั่น
– คำถามสุดท้ายครับ การดูแลรักษาจักรยานนี้มีอะไรบ้างครับ เพราะผมรู้แต่ว่าต้องดูสภาพยาง ไม่รู้ต้องดูอะไรอีก

ขอบคุณอีกทีนะครับ

merf (ตัวจริงเสียงจริง)

พัทยา เท่าที่เห็นผ่านตาก็มี 2 ร้าน (ร้านขายจักรยานเสือภูเขา ที่เป็นเรื่องเป็นราวนะ)
อยู่ตรงบริเวณแยกนาเกลือ ถ้ามาจากกรุงเทพ ก็อยู่เลยไฟแดง ไปซัก 30 ม.
ชื่อร้าน ช.นำชัย อยู่ซ้ายมือ ขออภัยไม่มีเบอร์โทรร้านนี้

อีกร้านเป็นร้านประจำผม อยู่ในซอยเทพประสิทะธิ์ แถวๆสนามรถโคคาร์ท ปากซอยที่ทะลุไป ตึกคอมได้
ชื่อว่าร้าน สังวาลย์ จักรยาน (SV- Bike) เบอร์โทรก็ 038-300378

ส่วนถ้าศรีราชาที่เห็นๆ ก็มีอยู่ 2 ร้าน
ราชาจักรยาน อยู่ในซอยข้างๆด้านหลัง โรบินสัน ศรีราชา เบอร์โทรก็ 038-770097
ร้านเวิลด์ไบท์ เบอร์โทรผมไม่มี อยู่เส้นข้างๆถนนเส้นสุขุมวิทเลย เลยทางเลี้ยวลงไปเกาะลอยหน่อยหนึ่ง

ถ้าอยากปั่นจักรยานก็ต้องตอบคำถามตัวเองก่อนว่าจะปั่นแบบไหน
เท่าที่อ่านดู เข้าใจว่าอยากปั่นไปทำงาน

Road Bikes หรือที่เรียกกันว่า “เสือหมอบ”
เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อขี่บนถนนที่มีสภาพราบเรียบ เช่น ถนนคอนกรีต,ถนนยาแอสฟัลท์ (ที่เรียบ)
รถแบบนี้ทำความเร็วได้สูง มียางหน้าแคบ นน.รถก็เบา

Hybrid bikes
จักรยานชนิดนี้นับว่าเหมาะกับใช้งานจริงๆ (เห็นในหนังฝรั่ง ประเทศแถบยุโรป ชอบใช้มาก โดยเฉพาะในเมือง)
จักรยานแบบนี้ มีอัตราทดเกียร์ได้ดี มียางที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเดียวกับเสือหมอบ แต่หน้ายางจะกว้างกว่าเสือหมอบ
ดอกยางก็จะไม่ลึกมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะเกาะถนนได้

Mountain Bikes (MTB) หรือที่เรียกกันว่า “เสือภูเขา”
นับว่าเป็นจักรยานที่ได้รับความนิยมสูง ในช่วง สิบกว่าปีมานี้
เป็นจักรยานที่สามารถขี้ได้หลายลักษณะภูมิประเทศ โครงสร้างค่อนข้างจะแข็งแรง
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อก็อยู่ที่ 26 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดมาตราฐานของจักรยานทั่วไป
ส่วนหน้ากว้างของยางก็มีหลายขนาด มีระบบกันสั่นสะเทือนหลักๆเลยก็คือโช๊คหน้า (บางแบบอาจจะมีโช๊คหลังด้วย)
มีระบบทดเกียร์ตั้งแต่ 24 เกียร์ หรือ 27 เกียร์
(จานหน้า 3 จาน เฟืองหลังอาจจะ 8 หรือ 9 เฟือง)

เสือหมอบ คือลักษณะของจักรยานที่ผมคิดว่าสามารถใช้ในการเดินทางได้ที่สุด เร็วที่สุด
แต่เสือหมอบ มีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่ ก็คือไม่สามารถปั่นลุยๆ สมบุกสมบันได้มากนัก
ยิ่งหมอบอกว่ากลัวอันตรายบนถนนอีก ก็เลยไม่อยากจะแนะนำ เพราะว่าถ้านำสือหมอบมาปั่นไหล่ทาง
ซึ่งผมเคยใช้เส้นทางนั้นอยู่ ดูแล้วไม่เหมาะแน่ครับ

มาดูที่เสือภูเขา (MTB) ดีกว่า
เสือภูเขาทุกวันนี้ สามารถทำความเร็วได้พอสมควรเลยครับ เพราะมีตั้งแต่ 24 -27 เกียร์
สามารถขีได้หลายลักษณะภูมิปรเทศ เพราะหลักๆของจักรยานชนิดแล้วมีโช๊คหน้า มียางที่มีหน้า เล็ก-ใหญ่
(ยางยิ่งใหญ่ยิ่งเกาะถนน แต่ก็ดูดแรงจากการปั่นไปเยอะ)
เสือภูเขาบังสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นลักษณะของรถ ทรัวร์ริ่ง ได้อีกด้วย
(รถที่พวกฝรั่งปั่น แบบที่ว่ามีกระเป๋าสัมภาระห้อยด้านข้างของตะแกรงหลังน่ะ)

ราคาของเสื้อภูเขาก็มีหลายราคาครับ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่มากับรถ
แนะนำว่าให้หาซื้อรุ่นที่ราคาเบาๆก่อน เพราะว่ามีหลายท่าน ซื้อมาปั่นแล้วปรากฎว่าไม่ใช่ ไม่ชอบ
ส่วนจะเป็นยี้ห้อไหนนั้น ผมคงบอกไม่ได้ดีครับ ทางที่ดีลองไปร้านจักรยานแล้วสอบถามทางร้าน จะดีที่สุดครับ

การเลือกซื้อจักรยานนั้น ก็ขึ้นอยู่กบความสูงของคนปั่นด้วยนะครับ
เพราะขนาดเฟรมของจักรยานมีหลายขนาดนะครับ ดังนั้นจึงควรเลือกขนาดจักรยานให้เหมาะกับความสูง

merf (ตัวจริงเสียงจริง)

่ส่วนอุปกรณ์เพิ่มเติมหลังจากที่ท่านไปสอยจักรยานมาแล้วนั้น

– หมวกกันน๊อก อันนี้จำเป็นมากเลยครับ หามาใส่เถอะครับ
ราคาก็มีตั้งแต่ 800-8,000 อย่าไปเอาหมวกนักน๊อกมอเตอร์ไซด์มาใช้นะครับ
มันหนักมาก และไม่ระบายความร้อนด้วย ปั่นไปหัวอาจจะระเบิดได้ (ฮา)
หมวกกันน๊อกก็ควรมี มาตราฐาน ซักหน่อย

– ไฟหน้า-หลัง อันนี้สำคัญรองลงมาจากหมวก
เอาไว้ใช้ประโยชน์ตอนปั่นในช่วง ตะวันชิงพลบ หรือในที่มืด
ส่วนใหญ่แล้ว ไฟสำหรับจักรยานจะมีโหมดกระพริบได้ด้วย
เดี๋ยวนี้ ของจีนทำมาเยอะ ราคาก็ไม่แพง

– เสื้อ-กางเกง กางเกงนี่จำเป็นกว่าเสื้อ เพราะกางเกงปั่นจักรยานนั้นมันจะมีที่รองก้นอีก
บางตัวก็เป็นแบบฟองน้ำ บางตัวก็เป็นแบบผ้าคล้ายๆสักกะหลาด (ไม่รู้เค้าเรียกอะไร)
เนื้อผ้าก็เป็นผ้าแบบระบายเหงื่อ (กันเหงื่อตกกีบ อิๆ) ระบายความร้อนได้ดี
บางท่านมือใหม่ อาจจะเขิน ใส่แล้วเหมือนข้าต้มมัด หรือไม่ก็แหนม
ก็อาจจะนุ่งกางเกงขาสั้นสวมทับอีกทีก็ไม่ว่ากัน ทุกวันนี้ผมก็ทำอย่างนั้น
เพราะว่าแถวพัทยา ตุ๊ดเยอะ เวลาเค้าจ้องมาตรงนั้นแล้ว ผมเดินขาขวิดเลย (ฮา)

ส่วนเสื้อนั้น ก้แล้วแต่ความชอบ เสื้อจักรยานนั้น จะระบายความร้อนได้ดีกว่าเสื้อยืดเยอะ
ด้านหลังเสื้อ ส่วนมากจะมีช่องไว้ใส่ของ สามารถหยิบใช้ได้ง่าย ในเวลาปั่น
ผมมักจะไว้ใช้ใส่ กระบอกน้ำ โทรศัพท์

– รองเท้านั้น บอกตรงๆว่ายังไม่แนะนำครับ เพราะรองเท้าปั่นจักรยาน มันจะมีตัวล๊อกติดกับบันไดเลยครับ
ถ้าไม่มีความชำนาญพอ มีกลิ้งแน่ครับ (ผมเคยมาแล้ว) อีกอย่าง รองเท้าแบบมีตัวล็อก ก็ต้องใช้กับบันไดที่มีตัวล็อก
เอาไว้ให้ปั่นชำนาญ แล้วคิดว่าชอบจักรยานก่อน แล้วค่อยหามาใช้
เพราะราคารองเท้า อย่าราคาต่ำๆก็ เกือบ 2,000 บาทเข้าไปแล้ว (แล้วไหนจะบันไดอีก)
*** แต่การใช้รองเท้าจักรยานปั่น นับว่าช่วยเซฟแรงผู้ปั่นได้มากเลยครับ***

merf (ตัวจริงเสียงจริง)

ส่วนการดูแลจักรยานนั้น ไม่มีอะไรมากหรอกครับ
ผมว่าดูแลรถยนต์นั้น มีมากกว่าเยอะ (แต่คงไม่เยอะกว่า ภรรยา ว่าปะ! 555)

หลักๆเลยก็ระบบเกียร์ ควรดูแลให้มีความแม่นยำอยู่ตลอด (สาเหตุที่ไม่แม่นก็ ส่วนมากเกิดจากการล้ม หรือไม่ก็สายเกียร์ดึง/หย่อน)
ส่วนโซ่นั้นก็ดูแลให้มีความสะอาดซักหน่อย ปั่นไปนานๆ ขี้ฝุ่นขี้ดิน อาจจะเข้าไปกาะ ก็ล้างมัน แล้วหยอดสารหล่อลื่นซักหน่อย

ปั่นจักรยานแถวๆจังหวัดแถบชายทะเล หลังปั่นแล้วก็ควรทำความสะอาดด้วยการเช็ดน้ำเปล่าซักหน่อย
เพราะว่ามันมีไอเค็ม ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดสนิมได้ง่าย ถึงแม้ว่าจะเป็น อลูมิเนียมก็เถอะ สีอาจจะปูด หลุดร่อนออกมาได้

ปล. ปั่นจักรยานทางใกล้หรือไกล ก็ควรจะมียางใน และอุปกรณ์ปะยาง สำรองไว้ เพื่อว่าโดนตะปู หรือเศษแก้ว
(เส้นสุขุมวิทนี่ เยอะมาก เศษกระจกรถชนกัน)
เวลายางรั่ว ท่านก็สามารถปะเองได้เลย หรือไม่ก็เปลี่ยนยางในเลย แล้วค่อยเอามาปะที่บ้าน
มียางในแล้ว อย่าลืมหาซื้อสูบมือแบบพกพาด้วยนะ ราคาสองร้อยกว่าบาทก็หรูแร๊ะ
เพราะว่า ท่านไม่สามารถก้มลงเป่ายาง แบบเป่าลูกโปงได้ (ฮา)

ขอให้โชคดีในการปั่นครับ

ขอบคุณกับข้อมูลที่ละเอียดมากครับ เดี๋ยวถ้าที่บ้านอนุมัติคงจะได้ปั่นครับ เพราะเค้ายังห่วงเรื่องอันตรายจากรถบนถนนสายนี้อยู่ครับ