in cool

NPV and life insurance

ในช่วงฤดูถอนขนห่านนี้ ได้เห็นเทคนิคการลดหย่อนภาษีหลายรูปแบบของพี่ที่ทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการทำประกันชีวิต เพราะดูเหมือนจะคุ้มค่าที่สุด ในความคิดของหลายๆ คน ในขณะที่ผมซึ่งค่อนข้างไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะถ้าไม่นับเรื่องการคุ้มครองชีวิต (คุ้มครองความเป็นอยู่ของคนข้างหลัง ไม่ได้คุ้มครองชีวิตเราตรงๆ อยู่ดี) การทำประกันชีวิตนั้นเป็นการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ

เวลาบอกเรื่องนี้กับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อกัน เพราะไม่มีตัวเลขที่เข้าใจได้ง่ายให้เพื่อนดู บังเอิญวันนี้ไปไล่อ่านบล็อกของคุณสุมาอี้ แล้วได้รู้จักกับค่า NPV จากความเห็นนี้ อ่านดูจาก wikipedia และlemontree blog ก็พอเข้าใจระดับหนึ่ง เลยลองเอามาเปรียบเทียบกับการออมเงินรูปแบบต่างๆ ตามนี้

โดยสมมติว่าผมทำของไทยประกันชีวิตแบบทรัพย์ทวี ๑๕๐ (มีเงินปันผล) ทุนประกันชีวิต 200,000 บาท

  • จ่ายเบี้ยประกันปีละ 15,500 บาทต่อปี เป็นเวลา 20 ปี
  • ได้ปันผลคืน 10% ทุก 4 ปี รวมเป็น 40% ของทุนประกัน
  • ปีสุดท้ายได้ปันผลอีก 20% ของทุนประกัน
  • บวกกับอีก 110% ของทุนประกัน
  • นอกจากนี้ยังเอาไปลดหย่อนภาษีได้อีกปีละ 15,500 บาท ถ้าฐานภาษี 10% ก็ประหยัดเงินไปได้อีกปีละ 1,550 บาท

ลองหา NPV โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีคือ 2.5% เป็น discount rate (ดูตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณทั้งหมดที่นี่)จะได้ค่า NPV ประมาณ 4,080 บาท จะเห็นว่ามากกว่า 0 คือคุ้มค่ากว่าการฝากประจำ 1 ปีอยู่เล็กน้อย

ทีนี้ลองใช้อัตราเงินปันผลของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอย่าง 1SG-LTF ซึ่งมีปันผลต่อปีหักค่าจัดการกองทุนเหลือประมาณ 13.75 % จะได้ค่า NPV ประมาณ – 48,000 บาท จะเห็นว่าการทำประกันคุ้มค่าน้อยกว่ามาก

แล้วถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้วได้ผลตอบแทน 15% ต่อปีละ ได้ NPV ประมาณ – 46,000 บาท (งงเหมือนกันว่าทำไม NPV มันดันมากกว่าrate 13.75% ไม่รู้ผิดพลาดตรงไหน) จะเห็นว่าการทำประกันชีวิตนั้นไม่คุ้มค่าเลยถ้าเทียบกับการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเอง   

ถึงแม้จะงงกับตัวเลขเล็กน้อย แต่ค่า NPV นี้ก็ชี้ให้เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว ว่าการทำประกันชีวิตมีความคุ้มค่าน้อยมาก จนเกือบจะไม่คุ้มค่าเลย ถ้าเทียบกับการฝากประจำ 1 ปี นอกจากนี้ในอนาคตก็ไม่มีใครบอกได้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปตลอด มันอาจจะปรับตัวขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้ แล้วที่สำคัญที่สุด การออมเงินวิธีอื่นๆ เราสามารถหยุดออมได้ แต่ทำประกันเราต้องส่งเบี้ยประกันไปจนครบเวลาหยุดไม่ได้

สรุปความเห็นล่าสุด ไม่ทำครับ

Facebook Comments
  1. สำหรับคนทั่วไป ทำประกันชีวิตก็เพื่อคุ้มกันความเสี่ยง จากการเจ็บไข้ได้ป่วยมั๊งคะ คิดซะว่าเหมือนประกันรถอ่ะค่ะ ไม่มีอุบัติเหตุ หรือไม่เจ็บไข้ได้่ป่วยก็ถือเสียว่า เสียค่ากินเปล่าไป แต่ถ้าเหตุการณ์ขึ้นเมื่อไร ก็สบายใจว่ามีคนช่วยจ่ายให้เรา (แต่ก็ไม่อยากให้เกิดหรอก)

    อีกอย่างก็ช่วยหักภาษี เท่านั้นเอง

  2. ตัวอย่างที่ผมยกมานี่แค่ประกันชีวิตอย่างเดียว ไม่ได้คุ้มครองการเจ็บป่วย หรือค่ารักษาเมื่อเกิดอุบัติเหตุครับ

    ถ้าเพิ่มการคุ้มครองอื่นมาอีก ค่าเบี้ยประกันก็ต้องสูงกว่าที่ยกตัวอย่างมาอีก แถมส่วนที่เพิ่มมานี้ ก็เอาไปหักภาษีไม่ได้ ดังนั้นผมก็ไม่แนะนำให้ทำเหมือนกัน เพราะคิดๆ ดูแล้วเราออมเงินไว้ไปรักษาเองจะคุ้มค่ากว่า เพราะถ้าแจ็คพ็อตไม่แตก (ไม่เจ็บป่วย) เราก็จะได้เงินออมก้อนที่ใหญ่พอดูเลยครับ เว้นแต่จะเป็นประกันสุขภาพรวมของบริษํท ก็โอเคอยู่็ครับ เพราะถือว่าเป็นสวัสดิการของที่ทำงาน และที่สำคัญเราไม่ต้องเสียเงินเองครับ

Comments are closed.