PIPHAT 2551

เมื่อวันที่ 18 – 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ไปงานประชุมวิชาการของกลุ่ม PIPHAT [Pharmacist Initiative for Patients living with HIV/AIDs (Thailand)] หรือ กลุ่มเภสัชกรดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์มา ได้อัพเดตความรู้เกี่ยวกับยาใหม่ๆ และแนวทางการปฏิบัติงานดีๆ (best practice) จากผู้ที่ทำงานด้านนี้อย่างเข้มข้น

และนีคือข้อมูล และสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ที่เอามาให้ดูกัน

  • ผู้ติดเชื้อ HIV ทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 33.2 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 300,000 คน (~1%)
  • ปัจจุบันอัตราการตายจาก HIV ลดลง เนื่องจากผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้น
  • ผู้หญิงติดเชื้อ HIV มากกว่าผู้ชาย (70:30)
  • ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 25 – 39 ปี
  • ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง (~45%) เพราะพวกเขา และเธอมักตอบว่าทำอาชีพนี้
  • ในกรุงเทพมีผู้ติดเชื้อประมาณ 11% ของทั้งประเทศแต่ top 3 ของไทยคือ ระนอง พะเยา และภูเก็ต
  • ก่อนแต่งงาน ถ้าไม่มั่นใจในกันและกัน ให้เจาะเลือดตรวจ HIV test และสัญญาว่า 6 เดือนหลังจากนี้จะไม่เที่ยว แล้วค่อยมาดูผลกัน หรือถ้ามีเงินหน่อยก็ไม่ต้องรอเจาะเลือดดู Viral load (จำนวนเชื้อไวรัสในกระแสเลือด) กันตอนนั้นเลย
  • เชื้อ HIV ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมงหลังจากเข้าสู่ร่างกาย ในการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง (ส่วนที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ด้วยการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน) เพราะฉะนั้นถ้าใครสงสัยว่าตัวเองจะได้รับเชื้อมาโดยบังเอิญเช่น ถูกเข็มที่เปื้อนเลือดผู้ติดเชื้อตำ ไปเที่ยวแล้วถุงยางอนามัยแตก ให้รีบไปติดต่อสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วเพราะคุณมีเวลาแค่ 48 ชั่วโมง (window of opportunity prophylaxis) เพราะเรามีแนวทางการรักษาสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่ถูกกระทำชำเราอยู่แล้ว แต่เคสบุคคลนอกเหนือจากนี้พึ่งมีการจุดประเด็นในงานนี้ ซึ่งดูแล้วน่าจะใช้แนวทางการรักษาแบบเดียวกันได้

สรุปสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อในไทยตอนนี้ มีแนวโน้มจะมีปัญหามากขึ้นถ้าการเข้าถึงยาใหม่ๆ ได้ลดลง เพราะสูตรยา GPOVir ที่ช่วยชีวิตคนได้มากมายในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา กำลังจะใช้ไม่ได้เพราะผู้ป่วยเดิมกำลังดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ และทนไม่ได้กับผลข้างเคียงจากยา และสาเหตุสำคัญคือขาดบุคลากรมาทำงานนี้ รองลงมาก็เป็นเรื่องเงิน และเครื่องมือ

ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เจ้าหน้าที่กลับมีเท่าเดิม โดยเฉพาะฝ่ายแล็บนี่น่าเห็นใจเพราะต้องตรวจเลือดกันมากมายมหาศาล ด้วยบุคลากรอันน้อยนิด ทำให้ตรวจเลือดได้ไม่ครบตามที่ควร ซึ่งส่งผลกลับมาถึงตัวผู้ป่วยเอง ทำให้รู้ว่าดื้อยาเมื่อสายเกินไป จะเปลี่ยนสูตรยาก็ไม่มีเหลือให้เปลี่ยนแล้ว (HIV เป็นเชื้อที่มีความสามารถในการดื้อสูงมาก เพียงแค่ปล่อยให้ระดับยาในเลือดลดลงจากที่ควรเมื่อไหร่ มันก็สามารถดื้อได้ทันที ทุกวันนี้จึงแนะนำให้ผู้ป่วยตรงต่อเวลาในการกินยามาก ให้คลาดเคลื่อนได้ไม่เกิน 5 นาที)

ก่อนจบเอนทรี่นี้ อยากฝากถึงนักเที่ยวทั้งหลาย ถ้ารักจะเที่ยวก็จงป้องกันตัวเองให้ดี และที่สำคัญอย่าเอามันมาติดคนที่คุณรัก ถ้าเค้าจะเลิกกับคุณเพราะรู้ว่าคุณติดเชื้อก็สมควรแล้ว (สาเหตุของการติดเชื้อในผู้หญิงที่ไม่ใช่นักเที่ยว ส่วนใหญ่มาจากสามีที่ติดเชื้อและปิดบังไม่ยอมบอกให้ภรรยารู้) ถึงทุกวันนี้ผมจะควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ เมื่อจ่ายยาต้านเชื้อไวรัสให้กับผู้ป่วยเด็กได้แล้ว แต่สมัยผมฝึกงานนี่ทุกครั้งที่เจอเคสเด็กแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ตั้งหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อได้ยินประโยคที่เด็กคุย
กับยายที่พามารับยาแบบนี้

หลาน: ยายครับผมเป็นโรคอะไรหรอ ทำไมต้องกินยาพวกนี้ด้วย

ยาย: หลานเป็นโรคตับนะ… ฮือ ฮือ (แล้วยายก็ร้องให้อย่างหนัก)

ความสนุกชั่วพริบตา ทำลายชีวิตคนอื่นทั้งชีวิต

Facebook Comments

4 comments

top 2 นี่ไม่น่าเชื่อแฮะ

เศร้ากับบทปิดท้าย (TT_TT)

จากสถิติผู้ป่วยที่บอกมา
Oh! My God. มันเยอะจริงๆเลยนะครับ

ผมว่าเราควรให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาแก่เยาวชนให้มากขึ้น..เพราะมันคือการป้องกัน…

หากประเทศเรามีคนป่วยมากมายขนาดนี้…ประเทศชาิติจะไปรอดได้อย่างไร

300,000 นี้ไม่น้อยเลยนะครับพี่ผมว่านะ เท่ากับเด็ก ม.6
ทั่วประเทศเลยมั้ง ถ้าเทียบนะแต่น่าเสียดาย ผมคง
ช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจาก ปฏิบัติตัวให้เหมาะสม เพราะผม
ไม่ได้ไปสาย Health อย่างพี่อ่ะครับ

น่าสงสารเด็กคนนั้นจัง Y.Y

อ่านแร้วหดหู่ไงไม่รู้อะ