ZTD #2

บทที่ 1 ทำไมต้องเป็น ZTD

ตอนแรกระบบนี้จะมีชื่อว่า Simple To Done แต่ตัวย่อ STD มันดูไม่ดี (เป็นชื่อย่อของโรคที่ติตต่อทางเพศสัมพันธ์) จึงเปลี่ยนมาเป็น Zen To Done ที่เข้ากันกับเว็บของผู้เขียนคือ ZenHabits แทน

ZTD ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเอาไปใช้ได้ยากของ GTD ซึ่งผู้เขียนแจงออกมา 5 ข้อคือ

  1. GTD เป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหลายๆ อย่างพร้อมกันในคราวเดียว ทำให้คนที่ไม่มีความตั้งใจมากพอ มักจะล้มเหลวกัน ZTD จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการเน้นให้เปลี่ยนอุปนิสัยทีละอย่าง เพื่อให้เกิดความจดจ่อกับสิ่งนั้น จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า และ ZTD ใช้หลักการของการทำอะไรติดต่อกัน 30 วันแล้วสิ่งนั้นจะกลายเป็นอุปนิสัยเอง
  2. GTD ไม่ได้เน้นขั้นตอนการทำ แต่เน้นการดึงความคิดออกมาจากสมอง แล้วจัดการกับมันมากกว่า ทำให้หลายคนมักมาล้มเหลวในขั้นตอนการทำ ZTD เน้นขั้นตอนการทำ วิธีการที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์
  3. GTD ยืดหยุ่นจนดูเหมือนไร้โครงสร้าง หลายคนมีรายการที่ต้องทำครบครับ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ จะเลือกทำสิ่งไหนก่อน ZTD เน้นการวางแผน ให้เรากำหนดสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่ 3 อย่างต่อวัน โดยใช้หลักการเลือกทำสิ่งที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย ที่เราวางไว้มากที่สุด และใช้วิธีการกำหนดงานประจำวัน ที่สามารถทำควบคู่ไปด้วยกันกับ งานในรายการที่ต้องทำ
  4. GTD เน้นการจัดการกับ รายการที่ต้องทำให้หมด ทำให้เกิดความเครียด มากกว่าที่จะลดความเครียดตามวัตถุประสงค์ของระบบ ZTD ให้เลือกทำสิ่งที่สำคัญเพียงแค่ 3 สิ่งต่อวัน ทำให้ความเครียดน้อยกว่า และทำงานออกมาได้ดี
  5. GTD ไม่เน้นเป้าหมายชีวิต ใช้การคิดจากล่างไปบน ทำให้เรามักติดอยู่กับสิ่งที่ต้องทำในปัจจุบัน ไปไม่ถึงงานที่มีความสำคัญต่ออนาคตสักที ZTD จะใช้วิธีการกำหนดเป้าหมายของวัน สัปดาห์ และปีไว้ เพื่อช่วยในการเลือกสิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างใน 1 วัน

สรุปแล้ว ผู้ที่ใช้ GTD จนคล่องแคล่วแล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ GTD แต่ให้เอาจุดเด่นของ ZTD ไปเสริมความแข็งแกร่งของ GTD แทนได้

Facebook Comments