Blognone community

จากสถานการณ์อันสืบเนื่องมาจาก การประกาศยกเลิกสมาชิกภาพคุณ survivalsin ใน blognone จนเกิดประเด็นร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผมได้เรื่องเล่ามาหนึ่งเรื่อง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชุมชนหนึ่งชื่อว่า “บล็อกนั้น” ก่อตั้งด้วยบุคคล 2 คน ช่วงแรกของการสร้างชุมชน มีผู้คนเข้ามาอยู่เป็นจำนวนไม่มาก เนื่องจากชื่อยังไม่ดัง และยังมีชุมชนอื่นข้างเคียง ที่เก่าแก่กว่า และมีชื่อเสียงกว่า

แต่ด้วยความความต่างจากชุมชนเดิมๆ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้ามาอยู่เยอะขึ้น หลายคนตัดสินใจเข้ามาเป็นสมาชิกของชุมชนนี้ และบางคนตัดสินใจที่จะร่วมพัฒนาชุมชน หรือไม่ก็ถูกชวนให้มาร่วมพัฒนาชุมชน โดยคนกลุ่มนี้ หรือ “ผู้ร่วมพัฒนา” จะดำเนินการพัฒนาิตามแนวทางการพัฒนาชุมชนที่กำหนดโดย “ผู้ก่อตั้ง”

ชุมชนนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเกิดปัญหาการขัดแย้งขึ้นระหว่าง “สมาชิก” ด้วยกัน หรือไม่ก็กับ “ผู้ก่อตั้ง” หรือไม่ก็กับ “ผู้ร่วมพัฒนา” และหลายๆ ครั้งปัญหาจะถูกตัดสินอย่างเด็ดขาดโดย “ผู้ก่อตั้ง” จึงทำให้ สมาชิกกลุ่มเล็กๆ เริ่มเกิดความไม่พอใจ “ผู้ก่อตั้ง” จนบางคนตัดสินใจออกไปจากชุมชน แต่หลายคนก็ยังอยู่ต่อ เพียงแต่มีส่วนร่วมกับชุมชนน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากชุมชนอื่นก็ไม่ได้น่าอยู่ไปมากกว่านี้ จะไปสร้างชุมชนใหม่ก็ไม่มีพลังมากพอ

จนกระทั่งครั้งหนึ่ง เกิดเหตุการณ์พิพาทระหว่างหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา กับหนึ่งในผู้ก่อตั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้ร่วมพัฒนาคนนั้นต้องออกไปจากชุมชน จากการพิพาทครั้งนั้นทำให้สมาชิกทั่วไป และสมาชิกที่ไม่พอใจ “ผู้ก่อตั้ง” ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนต่อเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก เพราะรู้สึกว่าการปกครองชุมชนนี้ เป็นสิทธิ์ขาดของผู้ก่อตั้งเท่านั้น

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผู้ก่อตั้งจึงได้เปิดชุมชนเบื้องหลัง สำหรับหารือเรื่องแนวทางการบริหาร ปกครอง และพัฒนาชุมชน โดยชุมชนนี้เป็นชุมชนที่เปิดกว้างให้สมาชิกทุกคนเข้าร่วมได้ แต่ในความเป็นจริงมีเพียงแค่ “ผู้ก่อตั้ง” “ผู้ร่วมพัฒนา” และสมาชิกส่วนน้อยที่เข้าร่วม ทำให้การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเสียงของชุมชนจริงๆ ยังคงเป็นการตัดสินใจโดย ผู้ก่อตั้งเป็นหลัก และมีความเห็นจากผู้ร่วมพัฒนาบ้าง

หลังจากผู้ร่วมพัฒนาเยอะขึ้น ปริมาณงานเยอะขึ้น จนคุณภาพลดน้อยลงในบางครั้ง ทำให้สมาชิกบางคนที่รู้สึกไม่ถูกใจกับคุณภาพงาน ได้มีการออกมาบ่นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ในบางครั้ง “ผู้ก่อตั้ง” ก็ออกมาตอบความคิดเห็น โดยแนะนำให้ไปสร้างชุมชนเอง ตามที่ตนต้องการ เพราะชุมชนนี้ไม่ได้เก็บค่าสมาชิกเขา และไม่ได้บังคับให้เขาอยู่ และ “ผู้ก่อตั้ง” เองก็จะเ้น้นทำตามความต้องการ ของปริมาณ และระดับการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน

และแล้ว เหตุการณ์ที่ทุกคนรู้ว่ามันต้องเกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ มีสมาชิกคนหนึ่งออกมาพูดเสียดสี “ผู้ร่วมพัฒนา” ค่อนข้างรุนแรง จนสมาชิกอีกคนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ออกมาทำการตอบโต้กันไปมา เกิดการกระทบกระทั่งค่อนข้างรุนแรง โดยไม่มีสมาชิกคนอื่นมาเข้าร่วม จน “ผู้ก่อตั้ง” กลัวเหตุการณ์จะบานปลายจึงทำการตัดสินผู้เริ่มเรื่อง ให้ออกไปจากชุมชน แล้วขอความเห็นจากสมาชิกทุกคน

ช่วงแรกก็ไม่ค่อยมีเสียงค้านเข้ามาสักเท่าไหร่ จนผู้เริ่มเรื่องได้กลับเข้ามาแสดงความคิดเห็นตอบโต้ ในชื่อใหม่แต่ยังคงตัวตนเดิมไว้ ทำให้เสียงค้านเริ่มมากขึ้น ควบคู่กับเสียงเห็นด้วย จนเกิดการแบ่งกลุ่มเป็นผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับก

Facebook Comments

2 comments

สมาชิกคนหนึ่ง

ผู้ก่อตั้งเป็นคนประเภทจุดเดือดต่ำรับการถูกยั่วยุเสียดสีคัดค้านไม่ได้ สังเกตเอาหลายทีละ

เนี้ยะถ้าปล่อยเฉยๆไม่ต้องแบนข่าวที่เป็นตัวปัญหาก็ตกก็หายไปเองแล้ว จริงๆมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร กรณีคุณ dean4j ก็ทีนึงละแบนคราวนี้ก็มาอีหร่อบเดิม ไม่ได้ห่วงชุมชนหรอกแค่ไม่ถูกใจตัวเองแค่นั้นแหละ หาความชอบธรรมเอาจนได้

หลังๆชุมชนไม่กล้าแสดงออกอะไรที่ขัดกับผู้ก่อตั้งเลยเหมือนติดลูกเกรงใจกลัวพูดไม่เข้าหู จุดแข็งของ blognone คือตัวผู้ก่อตั้งจุดอ่อนก็คือสิ่งเดียวกัน เราคนอ่านไม่เคยเขียนข่าวก็นั่งเงียบเป็นประชากรชั้น 3 มันต่อไป

ผมคิดว่าเรื่องประชากรชั้น 3 นี่ผู้อ่านเลือกที่จะเป็นเองหรือเปล่าครับ เพราะใน google group ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิ์ว่าต้องเป็น writer หรือ founder จึงจะออกเสียงได้ ทุกวันนี้ก็ยังมีผู้อ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นใน group อยู่เรื่อยๆ แต่น้อยมาก ถ้าเทียบกับจำนวนสมาชิกที่เข้ามา comment ใน blognone และน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกทั้งหมด

ผมคิดว่าชุมชนผู้อ่านเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเองมากกว่า และที่แสดงความคิดเห็นกันมากๆ ก็เป็นกรณีที่เป็นกระแส มีคนมาจุดไฟก่อน แล้วจึงจะมีคนอื่นตาม

ความเงียบนี่แหละครับจุดอ่อนของผู้อ่าน