in cool

11 Years

สรุปชีวิตการทำงาน 11 ปีที่ผ่านมาได้ประมาณนี้

2550 กว่าจะเรียนจบและสอบได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมก็ปาไปเดือนพฤษภาคม ได้เริ่มทำงานที่โรงพยาบาลบางละมุง เป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ 3 เดือนก็ได้บรรจุเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข โดยหลังเลิกงานก็ไปรับเป็นเภสัชกรพาร์ทไทม์ที่รพ.สมิติเวช ศรีราชาด้วย

ช่วงแรกทำงานอยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก (OPD) ประมาณ 1 เดือน จึงย้ายมาอยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน (IPD) แต่ยังคงช่วยจ่ายยาที่คลินิกพิเศษยาต้านไวรัสอยู่ (ซึ่งทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)โดยตลอดครึ่งปีเป็นช่วงของการฝึกหัดกับปรับตัวและวางระบบงานสำคัญที่ยังคงทำมาถึงปัจจุบันอย่างการติดตามเคสแพ้ยา

2551 – 2552 เป็นช่วงของการโหมทำงานหนักแบบเลือดตาแทบกระเด็น เขียนบันทึกเกี่ยวกับการทำงานน้อยลง เพราะเริ่มทำงานเดิมๆ เหมือนเดิม ทุกวัน การเปิดงานใหม่ด้วยตัวคนเดียว เป็นเรื่องค่อนข้างยาก

2553 เลิกอยู่เวรดึกที่สมิติเวช และเลิกเป็นพาร์ทไทม์หลังจากทำมาได้ 4 ปี ได้ถามตัวเองครั้งแรกว่าจะลาออกก่อนทำงานครบ 10 ปีตามที่ตั้งใจไว้ตอนแรกมั้ย ก็ยังคงตัดสินใจไปต่อ

2554 งานบริหารเริ่มเยอะขึ้น ต้องเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับโรงพยาบาล และระดับจังหวัด ได้นำเสนองานวิจัยในที่ประชุมระดับประเทศครั้งแรก เรื่องผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเทโนโฟเวียร์ พร้อมกับเริ่มทำงานวิจัยเพื่อประกอบการขอเลื่อนตำแหน่งเป็นชำนาญการ

2555 ได้เป็นเภสัชกรชำนาญการ (ซี 6 เดิม) ด้วยงานวิจัยเรื่องขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต และได้รับตำแหน่งหัวหน้างานห้องจ่ายยาผู้ป่วยใน ซึ่งพยายามเต็มที่แล้วในตอนนั้น แต่ก็ทำได้แค่ 1 ปี แล้วพบว่าตัวเองยังความสามารถไม่พอที่จะบริหารจัดการหน่วยงานที่ใหญ่ระดับต้นๆ ของกลุ่มงานเภสัชกรรม ก็เลยขอย้ายมาทำงานเภสัชสนเทศ (DIS) กับงานคุณภาพโรงพยาบาล (HA) แทน ส่วนในระดับจังหวัดพบว่าตัวเองเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจัยของโรงพยาบาล เพราะงานวิจัยที่ส่งประกวดได้รางวัลที่ 1

2556 – 2557 ปีนี้เปิดร้านยาเป็นของตัวเอง เลิกอยู่เวรโรงพยาบาล แล้วมาขายยาหลังเลิกงานแทน ได้สนุกกับบทบาทเภสัชกรร้านยาที่ห่างเหินมาถึง 6 ปี แต่ก็สนุกไปอีกแบบ

ส่วนงานวิจัยปีนี้ได้ไปนำเสนอ HA National Forum ที่เป็นเวทีระดับประเทศของสายงานโรงพยาบาล

2558 ได้เป็นเภสัชกรชำนาญการ (ซี 7 เดิม ชื่อตำแหน่งเหมือนเดิมแต่มีเงินประจำตำแหน่งเพิ่มมา) ด้วยงานวิจัยเรื่องค่าใช้จ่ายกับการปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต ได้ก่อตั้งงานใหม่คืองานบริบาลเภสัชกรรม และรับหน้าที่เป็นหัวหน้างานคนแรก พร้อมกับน้องๆ เภสัชกรในทีมให้รับผิดชอบ 5 คน เลยได้เริ่มงานเภสัชกรประจำวอร์ดแบบ full time

2559 เป็นปีแห่งการส่งงานวิจัยประกวด เพราะได้ไปนำเสนอในระดับประเทศ 2 งาน และทีสำคัญได้ไปนำเสนอในเวทีระดับเอเชียแปซิฟิกคือ FAPA Congress ถึงไม่ได้รางวัลแต่ก็ปลื้มใจสุดๆ แล้ว

ปีนี้เริ่มเรียนกฎหมายพร้อมกับแผนเปลี่ยนสายงานเมื่อเป็นเภสัชครบ 10 ปี ก็ทำได้ตามแผนทั้งหมด

และที่สำคัญปีนี้ได้ไปบรรยายในฐานะอาจารย์พิเศษเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งพบว่าสนุกดี แต่ก็หมดพลังในการเตรียมสอนไปเยอะมาก

2560 ถ้าปีที่แล้วคือยอดดอยของการทำวิจัย ปีนี้ก็ลงมาอยู่ตีนดอย เพราะได้ทำวิจัยเล็กๆ ส่งประกวดแค่ในโรงพยาบาล งานบริบาลเภสัชกรรมก็เรื่อยๆ คิดว่าน่าจะทำอะไรเพิ่มได้ แต่ก็ติดขัดด้วยหลายปัจจัย

ส่วนการเรียนกฎหมายสามารถจบได้ภายใน 1 ปีครึ่งตามแผน พร้อมกับลงเรียนเนติฯ ต่อ และคิดว่าน่าจะได้ตามแผนจนถึงตอนสอบเป็นผู้ช่วยฯ

2561 แผนในการเรียนกฎหมายสะดุดครั้งแรก เพราะสอบขาวิแพ่งไม่ผ่าน ผ่านแต่วิอาญา ต้องไปแก้ตัวอีกทีปีหน้าเลย แต่ยังไงก็ต้องลุยต่อให้ผ่านทั้งขาแพ่งและขาอาญาในเทอมเดียวให้ได้

สรุปแล้วงานทางเภสัชคงจะเริ่มลดบทบาทลง และทยอยมอบหมายงานไปจนหมด ให้ทันตอนสอบผู้ช่วยฯ เพราะต้องใช้เวลาในการอ่านหนังสือที่มากกว่าตอนเรียนเนติฯ อย่างน้อย 2 เท่า และได้ทำงานเภสัชกรโรงพยาบาลครบ 12 ปี และได้ยุติงานเภสัชกรโรงพยาบาล

 

Facebook Comments
Series Navigation<< 4 Years

Leave a Reply