Thai health care system

เมื่อปลายเดือนที่แล้วมีหนังเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องว่า Sicko ออกฉายในอเมริกา โดยเนื้อหาหลักของหนังเรื่องนี้จะเป็นการกระทบกระแทก ระบบให้บริการทางสุขภาพของประเทศพี่เบิ้มอย่างอเมริกา ที่มีการใช้จ่ายเงินเพื่อสุขภาพสูงติดท็อปเทนของโลก แต่คุณภาพกลับอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลก และเข้าถึงได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จนศาสตราจารย์บางคนในอเมริกายังบอกเลยว่า ตอนนี้บางรัฐในอเมริกา ความเจ็บป่วยเป็นสภาวะของคนรวยเท่านั้น

ได้รู้เนื้อหาคร่าวๆ ของหนังเรื่องนี้แล้ว (อยากดูเหมือนกัน แต่ไม่รู้มันจะเข้ามาในไทยหรือเปล่า) ก็เลยกลับมาดูระบบให้บริการทางสุขภาพของไทย ที่ดูเหมือนจะดีกว่าของอเมริกาหรือเปล่า ?

เริ่มจากสิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage : UC) สิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการรักษาของคนไทยทุกคน ที่จะได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลของรัฐที่ตนเองได้ลงทะเบียนไว้ ไม่ใช่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งในประเทศไทยนะครับ เว้นแต่จะเป็นกรณีฉุกเฉินซึ่งใช้สิทธิได้ปีละ 2 ครั้ง ไม่อย่างนั้นคงมีโรงพยาบาลล้มละลายหลายแห่ง เพราะมีคนนอกพื้นที่มาใช้บริการมาก จนโรงพยาบาลรองรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว (โรงพยาบาลได้งบประมาณเหมาจ่าย ตามจำนวนผู้ลงทะเบียนในเขต)

ซึ่งจริงๆ แค่สิทธิ์นี้คนไทยก็โชคดีกว่าคนอเมริกาแล้ว เพราะที่อเมริกาถึงแม้จะมีเครื่องมือ ทันสมัย ยาใหม่ๆ แต่ถ้าคุณไม่มีเงินซื้อประกันสุขภาพดีๆ หรือมีประกันสังคมที่ดีพอ (ขอเบิกค่ารักษาได้ง่าย) ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการรักษานะครับ ถ้าดูในหนังจะเห็นบ่อยๆ ที่เวลาเข้าโรงพยาบาล เจ้าหน้้าที่จะถามเลยว่ามีประกันสังคมหรือเปล่า

แต่ๆ ๆ ๆ ปัญหาที่พบไม่ได้เกิดจากสิทธิ์ UC แต่กลับเกิดจากประกันสังคม สิทธิ์ที่มาแทนที่ UC หลังจากคุณเข้าทำงาน สิทธิ์นี้แหละ ที่สร้างปัญหาให้กลับหลายๆ คน (ซึ่งผมเชื่อว่า คนทำงานที่พอมีเงินส่วนใหญ่จะไม่ใช้สิทธิ์นี้ และหันไปใช้สวัสดิการของบริษัท หรือไม่ก็เลือกใช้สิทธิ์จ่ายเงินเอง กับโรงพยาบาลเอกชนแทน) เพราะเงื่อนไขที่ยุ่งยากในการได้รับการรักษา มากกว่า UC ใช่น้อย อย่างเช่นการขอรับการรักษาจากโรงพยาบาลนอกสังกัดประกันสังคม การใช้อุปกรณ์การแพทย์บางอย่าง (ยังดีที่สิทธิ์ในการรับยาต้านไวรัสยังเท่า UC ไม่งั้นได้โดนประท้วงจาก NGO แน่)

ส่วนข้าราชการ พนักงานของรัฐ เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ก็จะได้สิทธิ์ที่มาแทน UC โดยอัติโนมัตินั่นคือ สิทธิ์เบิกตรง ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ได้เหนือกว่า UC เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องพาพ่อแม่มาปั๊มลายนิ้วมือที่ต้นสังกัด เพื่อรับสิทธิ์การรักษาโดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า ซึ่งคนที่ทำงานไกลบ้านอย่างผมนี่ ไม่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เลย พ่อ แม่ก็ยังไปหาหมอโรงพยาบาลเอกชนอยู่ดี ขี้เกียจทำเรื่องเบิก (ผมไม่ค่อยเครียดเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะไม่อยากให้พ่อแม่ต้องใช้สิทธิ์อะไรเลย นั่นคือไม่อยากให้ป่วยนั่นแหละ)

นอกจากสามสิทธิ์หลักนี้ ก็ยังมีสิทธิ์จากประกันสุขภาพที่คุณสามารถซื้อหามาใช้ได้ สวัสดิการของที่ทำงาน สิทธิ์จากพรบ. คุ้มครองอุบัติภัยทางถนน สิทธิ์จากกองทุนคุ้มครองการบาดเจ็บในการทำงาน … มากมายจนจำไม่หมด แต่ที่เจอบ่อยๆ ก็สิทธิ์พวกนี้แหละ

จริงๆ แล้วที่เขียนถึงเรื่องนี้ เพราะได้ไปอ่านบล็อกของคุณโก๋แล้วสะดุดกับตรงนี้
 

ถ้าใช้ข้อหา “เลือกปฏิบัติ ละเมิดสิทธิมนุษยชน” แล้วล่ะก็โดนกันแทบทุกโรงพยาบาล สถานพยาบาล คลินิก เลยล่ะครับ…ห
รือว่าไม่จริง…

ผมตอบเลยครับว่า ไม่จริง ถึงแม้หลายๆ โรงพยาบาลเป็นอย่างนั้น และส่วนใหญ่ก็เป็นโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งทั้งประกันสังคม และโรงพยาบาลที่ให้บริการต่างก็ผิดกันทั้งนั้น แต่การที่จะเหมารวมกับทุกโรงพยาบาลนี่ อาจจะเกินไปหน่อย เพราะหลายๆ โรงพยาบาลรวมทั้งโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ ทุกวันนี้ก็ทำงานกัน โดยไม่ได้ดูสิทธิ์คนไข้ก่อนเลย ปฏิบัติเหมือนกันหมดทั้งนั้น คนที่จะดูมีแต่การเงินเท่านั้นแหละ เพราะเค้าต้องเช็คดูว่าต้องเก็บเงินหรือเปล่า

ทุกๆ วันเจอแต่คนไข้ที่บริหารสิทธิ์ของตนเองไม่ถูก (ไม่ย้ายสิทธิ์ของตนเองมาจังหวัดที่ตนทำงาน) ซึ่งผมไม่โทษคนไข้หรอก เพราะมันอาจเกิดจากการให้ข้อมูลไม่ดีพอของเจ้าหน้าที่ ทำให้เค้าต้องเสียเงินค่ารักษา ซึ่งโรงพยาบาลไม่ได้บังคับขู่เข็ญว่าต้องจ่ายเงินเลย คนไข้เองก็ค้างชำระกันก็ไม่ใช่น้อย หลายๆ คนก็ไม่กลับมาใช้หนี้ ตัวผมเองก็เซ็นอนุเคราะห์ให้คนไข้ไปมากเหมือนกัน ไม่รู้จะโดนผอ. มาตามเก็บเงินหรือเปล่า (ยังดีที่เภสัชมีสิทธิ์เซ็นอนุเคราะห์แค่พันบาท เพราะมากกว่านี้ผมก็ไม่กล้าเซ็นเหมือนกัน)

ก่อนจบเอนทรี่นี้ ขอบอกว่าเซ็งนิดๆ แต่ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ เพราะคำขอบคุณจากคนไข้ที่ได้รับทุกวันนี้ ก็เพียงพอแล้วกับชีวิตเภสัชน้อยๆ ของผม (แต่เงินก็ยังอยากได้อยู่นะครับ เดี๋ยวผอ. มาอ่านแล้วจะไม่ให้เงินเดือนกับค่าเวร เพราะเห็นผมพอเพียงแล้ว)

เพิ่มเติม: อ่านความคิดเห็นของแพทย์เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ได้ใน ThaiClinic

Facebook Comments

1 comment

เจ้าชายน้อย

ปกติผมไม่ค่อยได้เข้าโรงพยาบาลเท่าไหร่ ปีหนึ่งอาจจะไปสักครั้ง แต่ช่วงปีนี้เข้าบ่อยขึ้น ส่วนใหญ่จะไปทำฟัน ซึ่งก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรครับ ก็ดีไปอย่างที่เป็นข้าราชการ

แต่เรื่องพวกนี้ ยอมรับครับ ว่าไม่ค่อยคิดจะเรียนรู้เท่าไหร่ เพราะว่ามันซับซ้อนมาก