5 Stages of Grief

พอดีไปดูคลิป ยีราฟตกลงไปในทรายดูด ของคุณแนทมา เลยนึกถึง 5 Stages of Grief ที่เป็นการตอบสนองทางอารมณ์ ความรู้สึกของคนที่สูญเสียสิ่งที่รัก ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือสิ่งของ แต่ในปัจจุบันมักถูกใช้ในการอธิบายการตอบสนองของผู้ป่วย ที่รับรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่น โรคเอดส์ เบาหวาน ไตวายเรื้อรังเป็นต้น

โดยที่มาของ Grief ตามคำบอกเล่านั้น พบว่าเรื่องนี้มีที่มาจากหนังสือเรื่อง “On Death and Dying” ของ Elsabeth Kubler-Ross ที่พูดถึงภาวะของคนที่กำลังจะตาย ซึ่งภายหลังได้เอามาใช้ทางการแพทย์ และเกิดการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงจนกลายเป็น 5 Stages of Grief ในที่สุด

โดย 5 Stages of Grief มีดังนี้

  1. Denial ปฏิเสธความจริง เช่นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน เริ่มแรกก็จะมีความคิดก่อนว่า หมอตรวจผิดหรือเปล่า ใช่ผลเลือดของผมจริงหรือ มันไม่น่าเป็นไปได้นะ ผมออกจะแข็งแรง อาหารหวานก็ไม่ค่อยได้ทาน จะเป็นเบาหวานได้อย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการปกป้องตนเองทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งไม่ได้เป็นผลเสียอะไรมาก ถ้าสามารถผ่านขั้นนี้ไปได้ไว แต่ถ้าหยุดอยู่ที่ขั้นนี้นานไป จะทำผลเสียจากโรคมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพราะผู้ป่วยอาจจะเปลี่ยนแพทย์ไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าแพทย์ที่วินิจฉัยไม่เก่ง หรือวินิจฉัยผิด ทำให้การเริ่มการรักษาต้องยืดเยื้อออกไป จนโรคดำเนินแย่ลงไปเรื่อยๆ
  2. Anger เกรี้ยวกราด โมโหคนอื่น ตนเอง และบางทีก็เลยเถิดไปถึงพระเจ้า ว่าทำไมต้องทำให้ตนเองเป็นโรคนี้ด้วย ในใจจะมีแต่คำถามว่า ใครคือคนผิด ใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
  3. Bargaining ต่อรอง หลังจากอารมณ์เย็นลงแล้ว คราวนี้จะเริ่มต่อรองกับใครก็ได้ที่เกี่ยวข้อง ไม่เว้นพระเจ้า ว่าช่วยให้ตนเองไม่เป็นโรคนี้ได้มั้ย แล้วตนเองจะทำตัวดี ไม่กินอาหารตามใจปาก ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ จะช่วยเหลือผู้อื่น จะเป็นเด็กดี ก็ว่ากันไป คือในใจจะคิดถึงแต่สิ่งศักสิทธิ์ ถ้าเป็นนิยายก็ประมาณข้ายอมขายวิญญาณให้ซาตาน ถ้ามันทำให้ข้าหายจากโรคนี้ได้
  4. Depression ซึมเศร้า หลังจากผ่านการต่อรองไปแล้ว คราวนี้จะเกิดการซึมเศร้า เก็บตัว ร้องให้ฟูมฟาย จะเป็นจะตาย ประมาณว่าโลกนี้ช่างไม่น่าอยู่เลย ชีวิตเรามันช่างเลวร้ายเหลือเกิน ซึ่งขั้นนี้ก็เป็นขั้นสำคัญอีกขั้นหนึ่ง ที่อาจจะกินเวลานานมาก และบางทีอาจส่งผลให้มีอาการทางจิตด้วย
  5. Acceptance ยอมรับความจริงว่าตนเองเป็นโรคนั้น ยอมรับการรักษา และพร้อมที่จะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์

โดยขั้นทั้งหมดนี้ ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนของการติดอยู่ในแต่ละขั้น และทุกคนไม่จำเป็นต้องผ่านทุกขั้น อาจจะข้ามขั้นก็ได้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยคือ ผ่านไปถึงขั้นสุดท้ายคือการยอมรับให้เร็วที่สุด เพราะจะทำให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้โรคดำเนินแย่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งหน้าที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นของแพทย์ผู้เกี่ยวข้อง ผู้ที่ดูแลผู้ป่วย และคนใกล้ชิด ส่วนเภสัชกรอย่างผมก็เจอบ้าง ตอนที่ต้องอธิบายการใช้ยาให้ผู้ป่วยใหม่ โดยคนที่เจอนี่ก็เป็นไปตามขั้นจริงๆ ทำให้ความสงสัยที่เคยเกิดตอนเรียนเรื่องนี้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้จริงหรือ นี่เคลียร์เลย

สำหรับผู้ที่อ่านบล็อกผม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนวัยเดียวกับผม ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงดี อาจจะไม่ค่อยได้เจอเรื่องแบบนี้ แต่ลองนึงถึงการสูญเสียเล็กๆ น้อยๆ เช่นยางรถแตก ของหาย หรือเป็นหวัดดูครับ จะเห็นว

Facebook Comments

4 comments

ตอบที่คุณ ayoyo ถามมานะครับ
ถ้าเรายอมรับความจริงได้เร็ว ก็แปลว่าเราผ่าน 5 ขั้นนี้อย่างรวดเร็วเลยรึเปล่าคะ
-> ใช่ครับถ้ายอมรับความจริงเมื่อไหร่ ก็แปลว่าไปถึงระยะที่ห้าแล้วครับ

แล้วถ้าเรารู้ตัวว่าเราอยู่ stage ไหน เราจะสามารถปฏิเสธไม่ไปขั้นต่อไปได้รึเปล่าคะ
-> ปฏิเสธได้ครับ แต่ไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วยเลย เพราะหลักการแก้เรื่องนี้คือTEAR
T = To accept the reality of the loss
E = Experience the pain of the loss
A = Adjust to the new environment without the lost object
R = Reinvest in the new reality

จะเห็นว่าสิ่งแรกที่ควรทำคือทำให้ผู้ป่วยยอมรับก่อนครับ
แล้วจึงทำให้เค้ารับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดกับตัวเค้า ให้เค้าเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตใหม่
และใช้ชีวิตให้มีความสุข ในสภาวะร่างกายที่เป็นอยู่ครับ

อีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ กำลังใจ ทั้งจากที่ตัวเองสร้างขี้น และจากคนรอบข้างค่ะ

5 ขั้นตอนนี่แหละครับ ตอนผมเขียนถึงเรื่อง 1 Litre of tears ผมพยายามนึกแทบตายว่ามัน 5 stages of อะไรว้าา… 555+ จะไปเปิดหนังสือดูก็ให้น้องรหัสไปแล้ว สุดท้ายก็เลยช่างมันไปเลยครับ หุๆ

บลอกพี่นับวันยิ่งจะมีคุณค่ามากขึ้นไปเรื่อยๆจริงๆครับ สร้างสรรค์งานดีๆแบบนี้ต่อไปนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ ^ ^

น้องรัฐเขียนของ 1 Litre of tears เพิ่มดิ เพราะพี่ไม่ได้ดูเรื่องนี้ อยากรู้เหมือนกันว่าอายะ เกิดกี่ขั้น