Rational Drug Use

วันนี้ได้มีโอกาสได้ฟังบรรยายเรื่อง Rational Drug Use หรือ การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล โดย นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้จัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้โรงพยาบาลรัฐทั้งประเทศใช้เป็นแนวทางเลือกยาเข้าบัญชียาโรงพยาบาล สรุปได้ประมาณนี้

  • การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล คือการใช้ยาตามเหตุผล 10 ข้อข้างบน ซึ่งอาจารย์บอกว่ากว่า 50% ของการสั่งใช้ยาทั้งหมด เป็นการใช้ยาไม่สมเหตุสมผล (ไม่สมเหตุสมผล ไม่ได้หมายความว่าใช้ยาไม่ถูก แต่การใช้ยานั้นอาจไม่มีความคุ้มค่าก็ได้)
  • บัญชียาหลักแห่งชาติไม่ใช่บัญชียาสำหรับคนอนาถา แต่เป็นบัญชียาสำหรับคนไทยทุกคน มีทั้งยาถูกและยาแพง และที่สำคัญมียาที่จำเป็นสำหรับการรักษาโรค ยาที่อยู่นอกบัญชีไม่ได้หมายความว่าเป็นยาแพงรัฐบาลไม่อยากเสียเงินซื้อมาให้คนไทยใช้ แต่เป็นยาที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีประสิทธิภาพ หรือไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ หรือมียาเดิมที่เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติสามารถใช้รักษาโรคนั้นได้อยู่แล้ว หรือเป็นยาที่มีผลข้างเคียงร้ายแรงไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับจากยา ผู้ใช้สวัสดิการของข้าราชการที่ใช้ยานอกบัญชี ไม่ได้หมายความว่าจะได้ใช้ยาที่ดี ท่านกำลังเสี่ยงผลข้างเคียงร้ายแรงต่างหาก และท่านยังเป็นผู้ที่ทำให้งบประมาณของชาติที่สามารถนำไปพัฒนาโครงการด้านสาธารณสุขได้อีกมากมาย ต้องหมดไปกับค่ายาเหล่านี้
  • อาจารย์ยกตัวอย่างยา Glucosamine ที่มีคำสั่งจากกรมบัญชีกลางไม่ให้เบิกค่ายาตัวนี้ (ไม่ให้หมอสั่งใช้ยานี้นั่นเอง) ตั้งแต่ต้นปี 2554 เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันว่ายามีประสิทธิผลจริง ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกับการไม่กินยา เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณชาติซึ่งก็คือเงินภาษีของทุกคนโดยเปล่าประโยชน์ (อาจารย์บอกว่าประมาณวันละ 2 ล้าน) แต่ก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุดไม่กี่วัน ก็มีการขอคืนสิทธิ์เบิกค่ายาตัวนี้ โดยกรมบัญชีกลางยอมให้กลับมาเบิกค่ายาได้อีกระหว่างที่รอฝ่ายขอคืนสิทธิ์หาหลักฐานทางวิชาการมายืนยัน ซึ่งผ่านมาครึ่งปีกว่าก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ว่า แต่ก็ยังคงยึดคำสั่งล่าสุดของกรมบัญชีกลางคือให้เบิกค่ายาได้ไปเรื่อยๆ
  • ต่อไปเป็นยาที่ใช้กันเยอะอีกตัวนั่นคือ COX-2 inhibitors NSAIDs หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ที่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อย ซึ่งอาจารย์บอกว่าคณะทำงานที่เป็นแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ไม่ได้เสนอยากลุ่มนี้เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติมาหลายปีแล้ว (ปัจจุบันยากลุ่มนี้ เป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ) เพราะหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าประโยชน์และโทษของการใช้ยากลุ่มนี้ เมื่อเทียบกับการใช้ยา NSAIDs ทั่วไปร่วมกับยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะกลุ่ม PPI นั้นไม่เหนือกว่า และแย่กว่าด้วยซ้ำกับบางตัว และราคายาที่มากกว่ากันเป็น 10 เท่า ขนาดสหรัฐอเมริกาที่มี GDP per capita สูงกว่าไทยประมาณ 12 เท่ายังตัดยากลุ่มนี้ออกจากชุดสิทธิประโยชน์ของคนอเมริกาเลย อาจารย์เลยฝากให้คิดกันต่อว่าสมเหตุสมผลมั้ยที่ใช้ยานี้ (โรงพยาบาลใช้ยากลุ่มนี้น้อยลงกว่าในอดีตแล้ว ปัจจุบันแนวทางหลักคือใช้ NSAIDs + PPI)
  • อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใช้ยาลดน้ำมูก แก้ไอในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีซึ่งจากหลักฐานทั้งหมดพบว่าไม่มีประโยชน์เลย เพราะไม่สามารถลดน้ำมูก หรือแก้ไอได้ (ถ้าลดได้ก็ในรายที่ได้ผลข้างเคียงจากยา) แถมยังเสี่ยงให้เด็กได้รับอันตรายจากยาอีก ซึ่งใน อเมริกาก็มีคำเตือนเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้ว (ในประกาศของ USFDA บอกว่าต่ำกว่า 4 ปีไม่ตรงกับอาจารย์คงต้องตรวจสอบดูอีกที)
  • ช่วงท้ายอาจารย์ให้ถามคำถามมีแพทย์ GP ท่านหนึ่งถามว่าในกรณีที่เจอผู้ป่วยที่ยืนยันจะเอายาซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่ผู้ป่วยคิดว่ามันจำเป็น และบอกว่าถ้าไม่ให้จะไปซื้อเองที่ร้านยา อาจารย์จะทำอย่างไร อาจารย์ก็บอกว่าอาจารย์จะอธิบายถึงโรคที่ผู้ป่วยเป็น แนวทางการรักษาตามมาตรฐาน โดยอาจารย์จะใช้ flip chart เป็นตัวช่วย อาจารย์บอกว่าเพียงแค่พูดอธิบายให้พอ และทำการตรวจรักษาครบถ้วนผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าใจและยอมรับแนวทางการรักษา มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังดื้ออยู่ อาจารย์ก็จะใช้วิธีเด็ดขาดนั่นคือ ยืนยันไม่สั่งยาให้ ถ้าต้องการให้ไปพบแพทย์ท่านอื่น ซึ่งอาจารย์อยากให้แพทย์ และผู้มีอำนาจสั่งใช้ยาทุกท่านยึดแนวทางเดียวกันหมด สุดท้ายผู้ป่วยก็จะรับรู้ และยอมรับเองว่ามันไม่จำเป็น
  • ชอบประโยคของอาจารย์ที่ว่า “ผมเป็นคนใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล คนที่ไม่สมเหตุสมผลมาบังคับให้ผมไม่สมเหตุสมผลด้วยไม่ได้หรอก”
  • อีกคำถามจากแพทย์หูคอจมูก เกี่ยวกับเรื่องยาลดน้ำมูก แก้ไอในเด็ก อาจารย์ก็บอกว่าเราต้องยอมรับว่าบางสภาวะ บางอาการแพทย์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องรอให้ร่างกายรักษาตัวเอง แนวทางที่ดีที่สุดคือการดูแลด้วยการเช็ดตัว ให้เด็กดื่มน้ำเยอะๆ ล้างจมูก หรือดูดน้ำมูกเอา เพราะการให้สิ่งที่รู้แน่ชัดว่ามันไม่เป็นประโยชน์เข้าไป จะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาใหม่ขึ้นอีก
  • สุดท้ายอาจารย์บอกว่าถ้าอยากให้มาพูดอีกเมื่อไหร่ก็ติดต่อมาได้ อาจารย์ยินดีเสมอ

สรุปแล้วสำหรับผมก็ถือว่าได้ไอเดียมาระดับหนึ่ง ต่อไปคือการนำไปใช้ว่าจะได้แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องขอบคุณผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย ที่เคยไปฟังอาจารย์บรรยายแล้วพอใจ จึงติดต่อให้มาบรรยายที่โรงพยาบาล ส่วนใครที่สนใจเรื่องนี้สามารถติดตามได้ที่ Facebook rational drug use ของอาจารย์เลยครับ

ปล. อาจารย์มีลูกศิษย์วิชา Clinical Pharmacology ของอาจารย์ ซึ่งเป็นแพทย์ extern มาร่วมบรรยายด้วย และอาจารย์ให้นิสิตแพทย์ท่านนี้เขียนบันทึกการเรียนขึ้น facebook ทุกวันเพื่อให้เพื่อนคนอื่นที่ไม่ได้ลงเรียนวิชานี้ได้รู้ด้วย เพราะจากนิสิตแพทย์กว่า 300 คนมีลงเรียนกับอาจารย์แค่คนเดียว

Facebook Comments

Leave a Reply