ความเหลื่อมล้ำแบบไทยๆ

หลังจากอ่านข่าว Occupy Wall Street: โค่นล้มทุนนิยม ในเงื้อมมือทุนนิยม?! ก็ทำให้นึกถึงคลิป ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา ที่นำเนื้อหามาจากหนังสือ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา โดยคุณสฤณี อาชวานันทกุล (@fringer)

ดูแล้วก็นึกถึงปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางระบบสุขภาพ ที่สภาพทุกวันนี้ก็ยังใกล้เคียงกับตอนเริ่มต้นโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ในแง่ของการเข้าถึงระบบสุขภาพที่ direct cost อย่างค่ารักษา และค่ายาไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงแล้ว แต่ indirect cost เช่น ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสในการทำงานเพื่อมารักษาก็ยังเป็นปัญหาอยู่กับชนชั้นล่าง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่โรงพยาบาลไม่ค่อยมี ในขณะที่บางพื้นที่ก็มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่กระจุกตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก

ปัญหาเรื่องการกระจายตัวของโรงพยาบาลอาจจะโทษได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการดำเนินการในอดีต เพราะการก่อสร้างโรงพยาบาลมักเกี่ยวเนื่องกับนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ แต่จะรอให้นักการเมืองมาแก้ปัญหานี้ให้อาจจะต้องรอไปอีกนานแสนนาน อย่างเช่นการยกระดับอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่เป็นการเปลี่ยนชื่อ เพิ่มงบ เพิ่มบุคลากรให้ แต่สุดท้ายก็ยังเป็นอนามัย (มีบางพื้นที่ทำให้เป็นมากกว่าอนามัยได้แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนน้อย) และเป็นเพียงแค่นโยบายหาเสียงที่มาเร็วเคลมเร็ว เปลี่ยนรัฐบาลไปแล้วก็ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของ รพ.สต.จะเป็นอย่างไรต่อ

ส่วนเรื่องงบอุดหนุนรายหัวต้องมองว่าในส่วนที่รัฐบาลให้งบโดยตรงคือ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ของสปสช. กับสวัสดิการข้าราชการของกรมบัญชีกลาง ในขณะที่ประกันสังคมของสปสเป็นเงินที่ได้มาจากรัฐบาลส่วนหนึ่งบวกกับผู้ประกันตนและนายจ้าง ปัญหาของสองงบแรกคือ ข้าราชการใช้งบต่อหัวเยอะกว่าประชาชนหลายเท่า ซึ่งไม่น่าแปลกใจสำหรับคนที่อยู่ในสายงานนี้อย่างผม เพราะข้าราชการและญาติสายตรงถึงไม่ได้ตั้งใจใช้ยาใหม่ๆ ยานอกบัญชี หรือตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีราคาสูงอย่าง MRI หรือ CT แต่หลังจากได้ลองใช้เข้าสักครั้งหนึ่ง ก็จะติดใจและรู้สึกว่าอะไรที่มันเยอะๆ เข้าไว้เพื่อความปลอดภัยของชีวิต มันไม่เสียหายอะไร ยิ่งมีกรมบัญชีกลางจ่ายให้ด้วย ยิ่งไม่ต้องคิดมาก ถ้าใช้สิทธิ์เทียบเท่ากับประชาชนทั่วไป ก็เป็นการเสียสิทธิ์เปล่าๆ (เท่าที่สัมผัสมาเป็นแบบนี้ส่วนใหญ่ บางคนอาจไม่ได้คิดแบบนี้)

ผมยกตัวอย่างนะครับ สมานเป็นประชาชนทั่วไปใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปวดหัวมากมาโรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนได้ยาแก้ปวด 3 – 4 ตัวกลับบ้านพร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวกลับไป สมานก็รู้สึกดีเพราะได้พบแพทย์และประหยัดเงินค่ายาที่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยถ้าไปซื้อเองที่ร้านยา (เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายไม่เกินห้าร้อยบาท) ในขณะที่สมิตที่เป็นข้าราชการใช้สวัสดิการข้าราชการ ปวดหัวมาเหมือนกัน แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนกำลังจะจ่ายให้สมิตบอกว่าหมอรู้ได้ไงว่าเป็นไมเกรน ขอให้หมอส่งตัวไปโรงพยาบาลเอกชนเพื่อทำ CTscan เพื่อที่จะพบว่าไม่มีความผิดปกติที่สมอง พอแพทย์จะจ่ายยาแบบเดียวกับสมานให้ สมิตก็บอกอีกว่าอยากได้ยาแก้ปวดที่ดีกว่านี้ (ซึ่งรู้มาจากเพื่อนที่เคยได้รับมาจากโรงพยาบาลเอกชน) ขอให้แพทย์เขียนใบสั่งยาให้ เพื่อนำไปไปซื้อจากร้านยา ซึ่งยานี้แพงกว่ายาที่สมานได้เป็นสิบเท่า (และสามารถนำใบเสร็จค่ายาไปเบิกเงินคีนจากกรมบัญชีกลางได้) เบ็ดเสร็จค่าใช้จ่ายทั้งหมดปาไปเกือบหนึ่งหมื่นบาท

แค่ตัวอย่างนี้ตัวอย่างเดียวก็เห็นได้ชัดว่าการรักษาโรคเดียวกันกับสิทธิ์การรักษาที่ต่างกัน สามารถเหลื่อมล้ำกันได้แค่ไหน คนที่มีสิทธิ์สวัสดิการข้าราชการก็รู้กันดีว่าปัญหานี้แก้ได้อย่างไร แต่ของที่ให้ไปแล้ว จะขอคืนกลับไปคงทำได้ยาก ยิ่งคนที่ได้ไม่อยากคืนด้วยแล้ว หรือจะให้เท่ากันทุกคนก็คงดีถ้ามีเงินพอ บางทีการเสียสละสิทธิ์ที่ตนมีเพื่อความสุขของคนส่วนใหญ่ อาจจะเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่กว่า การบริจาคของหรือเงินก็ได้ครับ

ปล.เรื่องประกันสังคมขอยกไปเขียนทีหลังแล้วกันครับ

Facebook Comments

1 comment

Leave a Reply