Work Life Balance

balance
[picture by LN]

Work Life Balance หรือการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน เป็นสิ่งที่ควรทบทวนอยู่เรื่อยๆ ไม่เช่นนั้นคงทำให้สมดุลได้ยาก แต่ตัวผมก็ใช้ชีวิตวัยทำงานแบบไม่สนใจเรื่องนี้มากว่า 4 ปี ก็เลยไม่รู้ว่าชีวิตที่ใช้อยู่ตอนนี้ใกล้เคียงกับคำว่าสมดุลอยู่บ้างหรือเปล่า

ชีวิตของผมก็แบ่งแบบง่ายๆ ได้ 3 ส่วนคือ Work, Life และ Rest

Work หรือการทำงาน
จาก 720 ชั่วโมงใน 1 เดือนผมใช้เวลาทำงานในส่วนที่จำเป็นต้องทำอยู่ประมาณ 240 ชั่วโมงหรือ 1/3 ของชีวิต แต่ถ้ารวมเวลาทำงานในส่วนที่อยากทำอีกก็คงปาไปเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิต ดูเหมือนจะหนักหน่วงแต่จริงๆ แล้วกลับไม่เลย เพราะงานตอนนี้ตอบโจทย์หลักๆ ของชีวิตได้เกือบหมด
ในแง่ของตัวเงินที่จับต้องได้ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต พอซื้อของเป็นรางวัลให้กับตัวเองได้บ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้มั่งมี หรือเป็นอิสระทางการเงินได้เหมือนกับที่คนรุ่นผมใฝ่ฝันกัน
ในแง่ของความก้าวหน้า ก็ตามประสาข้าราชการอีกไม่เกิน 3 ปีก็จะสุดทาง Career path (ในทางปฏิบัติ) แผนในอนาคตจึงต้องมุ่งทำงานวิจัยมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเสริม Carrer path ด้านการสอน (ทำตำแหน่งผศ.) และในใจก็แอบหวังทั้งรางวัลและเงินด้วย (มันเป็นเหมือนขนมได้ลองครั้งหนึ่งแล้วจะติดใจ แต่ก็ไม่ควรไปเสพย์ติดมัน)
ในแง่ของการช่วยเหลือสังคม ก็ถือว่าเป็นไปตามปนิธานที่จะช่วยลดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม โดยงานนี้ก็เป็นหนึ่งในการลดความไม่เทียมกันในการได้รับบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นแรงผลักดันสูงสุดที่ทำให้ผมอยากทำงานนี้จนสุดความสามารถ ก่อนที่จะไปทำงานสายอื่นต่อไป

Life หรือชีวิต
เวลาหลังเลิกงานที่ยังตื่นอยู่ก็คือเวลาที่ต้องใช้ชีวิต
สำหรับตัวผมเองแล้วการพัฒนาทักษะสำคัญหลายอย่างสามารถใช้เวลางานเพื่อการพัฒนาได้ ดังนั้นนอกเวลางานจึงเป็นการใช้เวลาไปกับการพัฒนาทักษะอื่นเพิ่มเติมทั้งที่เกี่ยวกับงานที่ทำในปัจจุบัน และเตรียมพร้อมไว้สำหรับงานในอนาคต โดยส่วนใหญ่ก็ได้มาจากหนังสือ อินเทอร์เน็ต และการเดินทาง (ที่ยังถือว่าน้อยมาก) ส่วนงานอดิเรกถ้าตัดการหนังสือกับเล่นอินเทอร์เน็ตไป ก็เหลือการดูหนัง ดูการ์ตูน เล่นเกมส์ แล้วก็ ukulele กับสีน้ำที่ฝุ่นจับไปแล้ว ก็ยังคิดหากิจกรรมใหม่ๆ ทำอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่รีบมากนัก เพราะกิจกรรมเท่าที่มีอยู่ก็ทำจนเบียดเบียนเวลานอนแล้ว
สุขภาพก็ยังอยากให้ดีต่อไป ไม่อยากให้มันแย่ล้ำหน้าเพื่อนๆ มากนัก ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมาดูแลผมตอนที่พ่อแม่แก่แล้ว ตอนนี้ก็ต้องพยายามออกกำลังกายให้สม่ำเสมอต่อไป อู้บ้าง แต่ห้ามหยุด
เพื่อนๆ ที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน เดี๋ยวนี้ก็เจอกันแต่ใน fb เพราะต่างก็มีครอบครัว มีธุรกิจต้องดูแลกันแล้ว พอเวลาได้เจอตัวเป็นๆ กันเลยคุยได้มากมาย ทั้งที่เรื่องที่คุยกันก็คุยใน fb หมดแล้ว แต่ก็นะ การคุยแบบผ่านหน้าจอนี่มันได้อรรถรสสู้กันไม่ได้อยู่แล้ว
ครอบครัว ก็กระจัดกระจายกันเหมือนเดิม พี่น้องทุกคนต่างแยกตัวออกมาอยู่กันเป็น unit ของตัวเอง ตอนนี้เลยมีอยู่ 4 unit คือผม น้องคนกลาง น้องคนเล็ก และพ่อกับแม่ แต่ในโอกาสสำคัญเราก็ยังได้กลับมารวมกันเป็นครอบครัวเหมือนเดิม

Rest หรือการพักผ่อน
หลังจากทดลองจนลงตัว สำหรับผมแล้วการนอน 7 ชั่วโมงในวันธรรมดา และ 9 ชั่วโมงในวันหยุดจะทำให้ผมสามารถทำงานได้แบบกระปรี้กระเปร้าโดยไม่ต้องพึ่งกาแฟเลย แต่ก็ใช่ว่าจะได้นอนตามนี้ทุกวัน ยังมีเหตุให้นอนดึกอยู่เรื่อยๆ เลยต้องมานอนซ่อมให้ครบชั่วโมงในช่วงเย็น ซึ่งมันก็ส่งผลให้นอนดึกอีกเพราะตื่นมาแล้วจะหลับยาก ก็เลยต้องพยายามมารีเซ็ตในช่วงวันหยุด เพื่อให้มันกลายเป็นวัฏจักรทำร้ายสุขภาพ และประสิทธิภาพในการทำงาน อีกอย่างหนึ่งการตื่นเช้าก็ช่วยให้เคลียร์งานได้ไวขึ้น เพราะสมองตอนเช้ามันปลอดโปร่งมาก และเช้าๆ ที่ทำงานยังสงบอยู่ ไม่ค่อยมีใครมาทำให้การทำงานต้องขาดช่วง

สรุปแล้วชีวิตผมตอนนี้ ก็ถือว่าบ้างานในระดับหนึ่ง (ก็เล่นใช้เวลาทำงานไปซะครึ่งหนึ่งของชีวิต) ซึ่งผมก็ชอบนะ มันดูสมดุลในแบบที่ผมอยากให้เป็น แต่คนที่ใช้ชีวิตด้วยอาจจะไม่ชอบสักเท่าไหร่ ถ้าผมไม่อธิบายให้เข้าใจ และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมต้องมาทบทวนเรื่องนี้

Facebook Comments

2 comments

smaller_than_beaker

เหมือนนชีวิตยังคงอัดแน่นด้วยคุณภาพ…………ปั่นจักรยานบ้างนะ เด๋วมันจะฝืดด
เริ่ม insulin ยังเนี่ย

จักรยานไปอยู่กับน้องแล้ว ส่วนอินสุลินจากภายนอกร่างกาย อย่าได้เจอกันเลยชีวิตนี้

Leave a Reply