ส่งมอบยากันเพื่ออะไร

จริงๆ แล้วพวกเราถูกฝึกมาให้ตั้งคำถาม พยายามไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่หลังจากทำงานได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางคนเช่นผม ก็ถูกระบบสอนแบบอ้อม (หรือในบางครั้งก็ตรงๆ) ว่าพยายามอย่าสงสัยในสิ่งที่เห็น จงทำตามคำสั่ง ทำตามที่คนอื่นเค้าทำกันแล้วจะทำงานได้อย่างปกติสุข ซึ่งในบางครั้งผมก็เห็นด้วย และคล้อยตาม แต่เมื่อมีอะไรมากระตุ้นเช่น คำพูด หรือประโยคบางประโยคจากหนังสือ ภาพยนต์ หรือดนตรี ก็อยากจะตั้งคำถาม อยากจะฝืนกระแสนี้บ้าง

เพราะว่า “พวกเรากำลังทำห่าอะไรกันอยู่วะ” – quote จากภาพยนต์เรื่อง WANTED

ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยกับคำถามที่ผุดขึ้นมาระหว่างอยู่เวรจ่ายยาผุ้ป่วยนอก ทุกวันนี้ “เราส่งมอบยากันเพื่ออะไร” กับงานจ่ายยา หรือส่งมอบยาผู้ป่วยนอกที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่าที่ทำกันอยู่นี่ดีพอแล้วหรือยัง ระบบที่ใช้กันอยู่นี่ลงตัวแล้วหรือ เป็นการใช้เภสัชกรอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า

ก่อนจะตอบคำถามนี่ ก้ต้องย้อนไปดูมาตรฐานการส่งมอบยาก่อนว่าต้องให้ข้อมูลอะไรกับผู้ป่วยบ้าง

– ชื่อยา
– ข้อบ่งใช้
– วิธีการใช้ยา ทานครั้งละกี่เม็ด วันละกี่ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหาร
– ข้อควรระวัง
(มาตรฐานเต็มๆ อาจจะเยอะกว่านี้)

ทุกวันนี้เราส่งมอบยาพร้อมข้อมูลเหล่านี้อย่างครบถ้วนหรือเปล่า ลองตอบคำถามนี้ในใจดู ส่วนผมขอยอมรับตรงนี้เลยว่าตัวผมเองให้ข้อมูลไม่ครบทุกเคสครับ เหตุผลก็เหตุผลเดิมๆ คือ ผู้ป่วยเยอะมากถึงมากที่สุด ถ้าให้ข้อมูลครบทุกเคสคงต้องทำงานเกินเวลาทุกวัน และอาจโดนผู้ป่วยฟ้องโทษฐานทำงานช้า ให้บริการไม่มีประสิทธิภาพด้วย

จากข้อมูลเพียงแค่นี้ ผมก็พอจะตอบได้ว่าระบบที่ใช้กันอยู่นี้ต้องปรับปรุงครับ

ทีนี้ถ้าเราจะปรับปรุง เราควรปรับปรุงอย่างไร เราก็ต้องวิเคราะห์ดูว่าจุดประสงค์ของการส่งมอบยาที่แท้จริงแล้วคืออะไร

เราต้องการให้ผู้ป่วยใช้ยาได้อย่างถูกต้องตามที่แพทย์สั่ง กินยาได้ถูกชนิด ถูกขนาด ถูกเวลา ถูกวิธี ในส่วนสิทธิของผู้ป่วยก็ควรได้ทราบว่า ตนเองได้ยาอะไร รักษาโรคหรือบรรเทาอาการอะไร ใช้หรือกินอย่างไร มีข้อควรระวังอะไร อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอะไรกับร่างกายได้บ้าง

ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเราให้ข้อมูลกันผ่านสองช่องทางใหญ่ๆ 2 ช่องทางคือ ผ่านฉลากยาที่ระบุชื่อยา (ภาษาอังกฤษ) วิธีกินยา ข้อควรระวัง ข้อบ่งใช้ และผ่านตัวเภสัชกรที่เป็นคนส่งมอบยาซึ่งเราก็ให้ข้อมูลไปได้ไม่ต่างจากที่ระบุไว้บนฉลากยามากนัก และในบางที่อาจจะบอกแค่ข้อบ่งใช้ของยา หรือแค่ส่งมอบยาให้กับผู้ป่วยจริงๆ

ดังนั้นผมจึงเกิดคำถามที่อาจจะขัดใจบางคนขึ้นมา นั่นคือ เราจำเป็นต้องส่งมอบยาด้วยตัวเองจริงหรือ ถ้าเราให้ข้อมูลได้น้อยกว่าฉลากยาอีก แถมในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงนาทีกับผู้ป่วยที่กำลังอยากกลับบ้านเพราะต้องรอคอยการให้บริการมาหลายจุดจนถึงจุดสุดท้ายนั่นคือห้องยาของเรา เขาจะสนใจและรับสิ่งที่เราพูดออกมาเหมือนหุ่นยนต์ได้อย่างเต็มที่ได้เต็มร้อยจริงหรือ

บางคนอาจจะบอกว่าเภสัชกรจำเป็นต้องซักประวัติแพ้ยาเพื่อป้องกันการแพ้ยาซ้ำ ต้องสอนการใช้ยาเทคนิคพิเศษ ต้องค้นหาปัญหาจากการใช้ยา (ทุกวันนี้เราเจอ DRP ณ จุดส่งมอบยา (ไม่เกี่ยวกับจุดตรวจสอบยา) ได้กี่เคสกัน) ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้เราสามารถให้ผู้ช่วยคัดกรอง เพื่อส่งต่อผู้ป่วยมาที่จุดให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรได้ เพื่อที่จุดส่งมอบยาจะได้ไม่เกิดการติดขัด และแรงกดดันจากผู้ป่วยที่รอยา อาจทำให้เภสัชกรที่ทำหน้าที่ซักประวัติ หรือให้คำปรึกษาทำงานได้ไม่เต็มที่อีกด้วย และเราจะได้ทำงานบริบาลอย่างเต็มที่อย่างที่ สภา และสมาคมอยากให้เราทำ

ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด งานส่งมอบยาผู้ป่วยนอกมีตัวชี้วัดอะไรที่บอกถึงประสิทธิภาพของการทำงานนี้ได้จริงๆ บ้าง

เวลารอคอยหรือ ถ้าส่งมอบยาได้ไว แล้วผู้ป่วยจะได้ผลการรักษาที่ดีขึ้น ไม่น่าใช่นะ

post dispensing error หรือ ทุกวันนี้มัน under report น้อยมากถึงมากที่สุด อาจจะน้อยกว่า prescribing error ด้วยซ้ำไป เพราผู้ป่วยไม่รู้ว่าอะไรที่มันคือความคลาดเคลื่อน และบางทีความคลาดเคลื่อนมันเล็กน้อย ไม่คุ้มค่ากับการกลับมาบอก

เราไม่ค่อยได้มีการทดสอบความเข้าใจของการใช้ยาหลังจากรับยาไปแล้วมากนัก ทำให้เราเกิดรับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในส่วนนี้ รับรู้ว่าที่ส่งมอบยากันอยู่ทุกวันนี้ ผู้ป่วยจะกลับไปใช้ยาได้อย่างถูกต้อง เพอร์เฟ็กต์ หรือบางคนอาจจะรับรู้ แต่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ก็เลยพยายามไม่สนใจมัน แล้วก็ก้มหน้าก้มตาเป็นหุ่นยนต์อ่านฉลากยากันต่อไป

กระทู้นี้ผมเขียนเพื่ออยากฟังความเห็นจากทุกคนที่ทำงานนี้

อยากรู้ว่าเห็นปัญหาแบบเดียวกับผมหรือเปล่า เพราะผมอาจจะเป็นคนที่รับรู้ข้อมูลคลาดเคลื่อนเองต่างหาก
อยากรู้ว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่าที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ ให้ผู้ป่วยได้ใช้ยาอย่างถูกต้องและได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนตามสิทธิของพวกเขา
เราสามารถปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลงอะไรกับระบบ ขั้นตอน วิธีการทำงานได้บ้าง โดยไม่ต้องรออะไรจากคนข้างบน หรือคนบนฟ้า เพราะโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงได้โดยคนที่อยู่ข้างล่าง อยู่บนดินอย่างพวกเรานี่แหละ
หรือใครมี best practice อยากจะแลกเปลี่ยน หรือถ่ายทอดให้กับคนอื่นก็ให้ที่นี่ได้เลย ไม่ต้องรองานประชุมวิชาการที่มีแค่เพียงปีละไม่กี่ครั้ง ในขณะที่คนเราเจ็บป่วยกันทุกวินาทีครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากถึงใครก็ตามที่น้อยใจว่าทำไมใครๆ ก็ไม่รู้จักเภสัชกร
สำหรับตัวผมแล้ว ถ้าผู้ป่วยได้ใช้ยาอย่างถูกต้อง ไม่มีปัญหาจากการใช้ยาแล้ว เค้าจะรู้จักหรือไม่รู้จักเภสัชกรก็ช่างมันเหอะ แค่ให้พวกเขารับรู้ว่าพวกเรานั้นทำงานเพื่อพวกเขาจริงๆ จะเรียกว่าคนจัดยา หรือคนจ่ายยาก็ได้

รบกวนแสดงความคิดเห็นที่ กระทู้ต้นทาง จะได้รวบรวมความเห้นทั้งหมดไว้ในที่เดียวครับ

Facebook Comments