Thriving on LESS #4

Focusing on Enough, Not More
เรามีความต้องการอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งความต้องการนี้อาจเกิดจากเพื่อน สิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรมของสังคมเรา

เราอยากมีเงินมากๆ มีข้าวของเยอะๆ อยากได้บ้านหลังโต มีรถขับ มีเสื้อผ้าดีๆ ประสบความสำเร็จ แต่พอได้พวกมันมาแล้วเป็นอย่างไรละ เราไม่เคยพอใจสักที พอเห็นโฆษณาสินค้าใหม่ทั้งคอมพิวเตอร์ รถยนตร์ เสื้อผ้า เราก็เกิดความอยากได้อีก มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะพอใจ เพราะวัฒนธรรมบริโภคนิยมมันปลูกฝังให้เรามีความอยากได้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีความรู้จักพอ และวัฒนธรรมนี้มันได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว

มันอาจจะน่าเบื่อ แต่เราลองถามตัวเองดูว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ

“พอ” ไม่ได้หมายความว่าต้องละทุกสิ่งทุกอย่างเข้าป่า บำเพ็ญตนเป็นฤาษี ไม่ได้หมายถึงการมีแค่ปัจจัยสี่คือ ที่อยู่อาศัย อาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม

“พอ” หมายถึงการมีที่ทำให้เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข สำหรับ Leo ซึ่งมีความสุขจากการเป็นนักเขียน เขาจึงต้องการมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์ในห้องสมุดให้ใช้ เพราะ “พอ” สำหรับเขาคือการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา

สำหรับคนอื่น “พอ” อาจหมายถึงความต้องการเครื่องมืออย่าง สมุด ปากกา เครื่องดนตรี กล้องถ่ายรูป “พอ” อาจหมายถึงที่ทำให้เรามีพลังในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จนถึงอาหารที่อร่อยจนทำให้เรามีความสุขเมื่อได้กิน แต่ไม่รวมถึงการกินมาก และเปลืองเกินความจำเป็น

“พอ” อาจหมายถึงการมีรถส่วนตัว ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้มัน แต่บางคนที่ไม่มีครอบครัว มีที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงาน และสถานที่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รถส่วนตัวอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้

“พอ” อาจหมายถึงการได้ดูภาพยนต์ ฟังเพลง ถ้ามันทำให้เรามีความสุข

ต่อไปนี้เป็นวิธีการค้นหาความ “พอ” และนำมันมาใช้กับชีวิตเรา

1. อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันคือสิ่งของ คน หรือกิจกรรม ? คำตอบจะทำให้เรารู้ว่าที่จริงแล้วเราต้องการอะไร ในแง่ของการมีความสุข
2. อะไรจะทำให้เราประสบความสำเร็จ ? เพราะเราไม่ได้ต้องการแค่รอดชีวิตไปในแต่ละวัน แต่เราต้องการประสบความสำเร็จ เก่งในสิ่งที่ทำอยู่ ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เราต้องรู้ให้ได้ว่าเราต้องการอะไร เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นให้สำเร็จ ต้องใช้เครื่องมือ และวัตถุดิบอะไรบ้าง
3. อะไรที่จะทำให้เรามีชีวิตรอดได้อย่างไม่ลำบากมากนัก ? เราอาจต้องการเสื้อผ้าที่ใส่สบาย เตียงนิ่มๆ ให้ลองคิดดูดีๆ การมีชีวิตแบบสบายๆ ไม่อาจต้องใช้เงินมากนัก
4. ของที่เรามีอยู่ตอนนี้จำเป็นต่อการมีชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ลำบาก และประสบความสำเร็จหรือไม่ ? ถ้าพบว่าสิ่งไหนมันไม่จำเป็น ก็ควรกำจัดมันออกไป
5. สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ มีอะไรที่มากเกิน “พอ” หรือเปล่า ? เพราะคนส่วนใหญ่มักต้องการสิ่งที่ตนไม่มี เราต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร มันจำเป็นต่อชีวิต “พอ” ของเรามั้ย ทำไมเราต้องการมัน เราสามารถมีความสุขโดยไม่มีมันได้หรือไม่ เราสามารถเลิกต้องการมันได้หรือไม่
6. ถ้าชีวิตเรา “พอ” อยู่แล้วเราสามารถทำงานให้น้อยลงได้หรือไม่ ? บางคนอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังหาเงินมากเกินที่จะใช้ เราลองคิดดูว่าระหว่างเงินที่เกินความจำเป็น กับเวลาที่เราจะได้มาหลังจากทำงานน้อยลง อะไรสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตเรามากกว่ากัน

วิธีต่อสู้กับโฆษณา
พลังที่ยิ่งใหญ่พลังหนึ่งที่สร้างความต้องการอันมากมายให้กับเราทุกวันนี้ คือ พลังของโฆษณา มันมีอยู่ทุกที่ทั้งในโทรทัศน์ ป้ายริมถนน ภาพยนต์ ละคร รายการกีฬา เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ข้างรถเมล์ บนเครื่องบิน รถไฟฟ้า กิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้สนับสนุน เราไม่สามารถหนีมันได้เลย

โฆษณาทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก คนทำโฆษณาใช้เวลาเป้นสิบๆ ปีเพื่อเรียนรู้ผลของเทคนิคต่างๆ ในโฆษณาต่อจิตใจผู้คน พวกเขารู้ดีว่ามันมีผลต่อเราอย่างไร อะไรจะทำให้เราอยากซื้อของ พวกเขามีวิธีเป็นล้านวิธี และเราต่างไร้พลังเมื่อเผชิญหน้ากับมัน

หนทางเดียวที่จะชนะมันได้คือ หนีห่างจากมันให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยการบริโภคสื่อให้น้อยลง ปิดโทรทัศน์ ไม่เข้าเว็บไซต์บางเว็บ อ่านนิตยสารให้น้อยลง พยายามไม่สนใจโฆษณา ถึงแม้มันจะฟังดูยาก แต่ถ้าเราพยายามหลีกเลี่ยงได้มากเท่าไหร่ เราก็จะโดนครอบงำจากมันน้อยลงเท่านั้น เมื่อถูกครอบงำน้อยลง เราก็จะเรียนรู้การพึงพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ได้เอง

Facebook Comments